พระนครชวนชม..เที่ยวตรอกคนดนตรี วัดสามพระยา-บางขุนพรหม
"พระนครชวนชม" ได้รับเกียรติจาก คุณพจนา ดุริยพันธุ์หรือพี่ตั๋ง เป็นผู้นำทริป ท่องเที่ยว วิถีถิ่นเกี่ยวกับเรื่องบ้านดนตรี ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในแถบย่านบางลำพู รวมไปถึงกิจกรรมการอนุรักษ์ดนตรีไทยของมูลนิธิดุริยประณีต แต่ ...ก่อนที่จะเข้าเรื่องราวอย่างเป็นทางการ ขอทำตัวเป็นนักบันทึกเรื่องราว จากการท่องเที่ยวสักนิดนึงก่อน ลองอ่านดูนะคะ
ในช่วงที่พี่ตั๋ง พาชม ย่านคนดนตรี รวมทั้งแวะบ้านที่พำนักของพี่ตั๋ง ข้าพเจ้าพลันหูผึ่ง พร้อมๆกับ นักท่องเที่ยวร่วมทริปหนุ่มๆ สอง สามท่าน ระหว่างที่ พี่ตั๋งพาเดินย่านนักดนตรี ...พี่ตั๋งหันมาถามพวกเราว่า รู้จักโคมเขียวไหม... ถ้าใครเคยอ่าน พล นิกร กิมหงวน ก็จะต้องรู้จัก โคมเขียว แล้วก็ชี้ไปยังซอกแคบๆ ที่มีบานประตูเปิด ออกไปจนสุดทาง แลเป็นเป็นห้องแถวเรียงกัน ซึ่งตรงนั้น น่าจะเป็น ทางเดินเชื่อมไปบางลำพู บางขุนพรหม
พล นิกร กิมหงวน หรือ สามเกลอ เป็นหัสนิยาย ประพันธ์โดย ป. อินทรปาลิต ที่จัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482-2511 มีมากมายเกินกว่าพันตอน (ตอนแรกคือตอน อายผู้หญิง) เนื้อหาออกไปในแนวสนุกสนานครื้นเครง มีการหยอกล้อกันไปมา จัดเป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านนอกจากรูปแบบหนังสือแล้ว พล นิกร กิมหงวน ยังเคยทำเป็นภาพยนตร์ออกฉาย รวมทั้ง ละครโทรทัศน์ อีกด้วย
ยุคแรก
พล นิกร กิมหงวน ตอน เวทีถล่มและพิชิตเมีย - พ.ศ. 2501 นำแสดงโดย ชนินทร์ นฤปกรณ์, สมพงษ์ พงษ์มิตร, นคร มงคลายน, จรูญ สินธุเศรษฐ์, พงษ์ลดา พิมลพรรณ, ชูศรี มีสมมนต์, งามตา ศุภพงษ์, ดอกดิน กัญญามาลย์, ล้อต๊อก, อบ บุญติด กำกับโดย วิรัช พึ่งสุนทร
พล นิกร กิมหงวน ตะลุยฮาเร็ม - พ.ศ. 2502 นำแสดงโดย อมรา อัศวนนท์, ไชยา สุริยัน, พงษ์ลดา พิมลพรรณ, มีศักดิ์ นาครัตน์, นคร มงคลายน, จรูญ สินธุเศรษฐ์ กำกับโดย วิรัช พึ่งสุนทร
สามเกลอเจอล่องหน - พ.ศ. 2509 นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ปรียา รุ่งเรือง, รุจน์ รณภพ, เยาวเรศ นิสากร, พูนสวัสดิ์ ธีมากร กำกับโดย ฉลวย ศรีรัตนา
ละครโทรทัศน์
พล นิกร กิมหงวน - ช่อง 4 ประมาณปี พ.ศ. 2510 นำแสดงโดย จีระศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ, รอง เค้ามูลคดี, พูนสวัสดิ์ ธีมากร, ประสาท ทองอร่าม
พล นิกร กิมหงวน - ช่อง 9 ปี พ.ศ. 2518 - 2519 นำแสดงโดย นฤพนธ์ ดุริยะพันธ์, รอง เค้ามูลคดี, พูนสวัสดิ์ ธีมากร, สุประวัติ ปัทมสูต, กนกวรรณ ด่านอุดม, กรรณิกา ธรรมเกษร, อรวรรณ โปร่งมณี, นงนุช นามวงศ์, ปทุมวดี โสภาพรรณ, มืด กรมศิลป์, มล. รุจิรา อิศรางกูร ณ อยุธยา, โกร่ง กางเกงแดง, ประสาท ทองอร่าม
นฤพนธ์ ดุริยะพันธ์ ก็เป็นพี่ชายของ พจนา ดุริยพันธุ์ คุณ รอง เค้ามูลคดี ก็บ้านใกล้กันเล่นเป็นนิกร ซึ่งก็อยู่แถวย่านบ้านคนดนตรีนี้ ยุคนั้นก็คงจะสัก40ปี มาแล้ว ซึ่งสถานที่ของเรื่อง พล นิกร กิมหงวน ก็จะเป็นบริเวณวัดสังเวช ซึ่งคาบเกี่ยวเวลากับช่วงยุคบางลำพูแสควร์ โดยคุณรงษ์ วงศ์สวรรค์
โคมเขียวยุคคลาสสิค
โสเภณีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาลมาแล้ว ในประวัติศาสตร์ไทยก็มีการกล่าวถึงโสเภณี หรือหญิงงามเมืองไว้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เทพชู ทับทอง ได้เคยเขียนความเป็นมาของโสเภณีในอดีต ไว้ในหนังสือ “หญิงโคมเขียว” ว่า อาชีพเก่าแก่นี้มีเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีแหล่งประจำอยู่ที่ย่านสำเพ็ง กลายเป็นที่มาของชื่อ “ผู้หญิงสำเพ็ง” หรือ “หญิงหยำฉ่า” ซึ่งใช้เป็นคำแสลงเรียกหญิงโสเภณีจนถึงทุกวันนี้
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หญิงนางหนึ่งชื่อ แฟง มักเรียกกันว่า ยายแฟง เป็นเจ้าสำนักโสเภณีชื่อ "โรงยายแฟง" อยู่ที่ตรอกเต๊า ถนนเยาวราช มีศรัทธาในพุทธศาสนา จึงชวนหญิงโสเภณีในสำนักของนางเอารายได้จากการค้าประเวณีมาลงขันกันสร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2376
โสเภณีสมัยนั้นรูปร่างหน้าตา-แต่งตัว กันอย่างไร
ก็เป็นสาวๆนี่ละค่ะอายุสิบห้าสิบหกขึ้นไป ทำตัวฉูดฉาดสะดุดตาชาย ผัดหน้าขาว กินหมากปากแดง ใส่น้ำอบไทยหอมฟุ้ง แต่งตัวก็นุ่งผ้าลายหรือโจงกระเบน ห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียง บางคนใส่เสื้อคอ คือเป็นเสื้อมีสายโยงบ่าคล้ายๆเสื้อสายเดี่ยว ตกค่ำพวกนี้ก็จะมานั่งโชว์ตัว อยู่หน้าห้องริมตรอกอย่างเปิดเผย คอยต้อนรับลูกค้า ส่วนกลางวันพวกเธอนอนพักไม่ออกมาทำงาน
มาถึงสมัยรัชกาลที่ 5-6 โสเภณีมีชื่อใหม่ว่า “หญิงโคมเขียว” เพราะสำนักโสเภณีเหล่านี้มักจะแขวนโคมกระจกสีเขียวไว้เป็นเครื่องหมาย พอค่ำก็เปิดไฟหรือจุดตะเกียงในโคมให้ลูกค้ารู้กัน แหล่งที่ขึ้นชื่อมากเรียกว่า "ตรอกเต๊า" มีสำนักตั้งกันเรียงรายตลอดตรอก
สำนักโคมเขียวที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น คือ สำนักยี่สุ่นเหลือง เป็นซ่องมีระดับเป็นตึกใหญ่มีรั้วรอบขอบชิด อยู่ลึกเข้าไปจากถนนเจริญกรุงตรงข้ามกับตรอกเต๊า แขกที่มาเที่ยวส่วนใหญ่ค่อนข้างมีระดับ มีแม่เล้าเป็นหญิงวัยกลางคนคอยเป็นคนดูแลต้อนรับแขก ซ่องแห่งนี้จะสะอาด เงียบสงบ หญิงบริการก็จะได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี เพราะจะเลือกรับแต่แขกชั้นสูง มีทั้งเศรษฐีและขุนนางหนุ่มๆ มาใช้บริการ ต่างจากซ่องอื่นๆ ในย่านตรอกเต๊า
“ในตรอกเต๊านี้ เป็นห้องแถวยาวติดต่อกันไปตลอดตรอก ทุกห้องแขวนโคมเขียวไว้หน้าห้องเป็นแถว และเวลาก่อนค่ำ จะเห็นพวกโสเภณีเขาจุดธูปราวกำมือหนึ่ง (ราวสัก 20 ดอก) มาลนที่ใต้โคมเขียวหน้าห้อง ข้าพเจ้าเคยถามเขาว่าลนทำไม เขาบอกว่าลนให้มีแขกเข้ามามากๆ พวกนี้ราคาอยู่ใน 6 สลึงหรือสองบาท”
ในหนังสือ “กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้” ว่า ในช่วง พ.ศ.2473 ย่านแพร่งสรรพศาสตร์เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักเที่ยว เพราะจะมีตรอกมีชื่ออยู่ตรอกหนึ่ง เรียกว่า “ตรอกสาเก” เป็นที่อยู่ของพวกหญิงโสเภณี และซ่องโสเภณีใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งถูกไล่ที่มาจากถนนราชดำเนินย้ายมาอยู่ที่ปลายถนนแพร่งสรรพศาสตร์ จนบริเวณนั้นกลายเป็นที่อยู่ของเหล่าโสเภณีแทบทั้งหมด โดยโสเภณีชั้นดีหน่อยจะอยู่บ้านเช่าเป็นหลัง ขณะที่พวกชั้นรองลงมาก็จะอยู่ห้องแถว
ช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 มีซ่องโสเภณีเกิดขึ้นมากมาย ย่านดังที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักเที่ยวกันดีก็คือ แถวแพร่งสรรพศาสตร์ โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า ซ่องแถวบางลำพู โดยส่วนมากมักจะเรียกชื่อซ่องตามสถานที่ตั้งกันว่าซ่องตรอกไข่ ซ่องหน้าโรงหวย ซ่องสะพานถ่าน ซ่องสะพานยาวนางเลิ้ง ซ่องซอยกลางสุขุมวิท หรือเรียกตามชื่อแม่เล้าเจ้าของซ่อง อาทิ ซ่องป้าหยิบ ซ่องป้าอบ ซ่องตาเพิ่มศรีย่าน เป็นต้น นอกนี้ยังมีบังกะโลพักแรมละแวกซอยร่วมฤดี ซึ่งเป็นแถบที่เงียบเชียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับชายหญิงมาหาความสำราญเพียงสองต่อสอง
ยุคบางลำพูสแควร์ คนที่เคยสัมผัสบรรยากาศของซ่องย่านบางลำพูในยุคเมื่อ 40 ปีก่อน เล่าว่า ในอดีตโรงแรมส่วนใหญ่ในละแวกบางลำพูไปจนถึงวิสุทธิกษัตริย์ล้วนแล้วแต่เคยเป็นซ่องโสเภณีมาก่อน ยกเว้นแต่โรงแรมตรังโรงแรมเดียวที่ไม่เปิดเป็นม่านรูดแอบแฝง
“ด้านล่างเป็นม่านรูด ชั้น 2-3 ก็จะมีผู้หญิงหากินนอนอยู่ ส่วนใหญ่มาจากทางภาคเหนือทั้งนั้น โดยจะมีเอเยนต์จัดหามาส่ง เพราะสมัยก่อนย่านบางลำพูจะติดต่อหน่วยงานราชการสะดวก อยู่ใกล้กระทรวงมหาดไทย เมื่อก่อนกำนันผู้ใหญ่บ้าน กำนันแหนบทองคำมาก็มาเที่ยวแถวนี้ แต่ก่อนที่ดังๆ ก็อย่างโรงแรมกรุงทอง เพนียงทองที่ติดกับนางเลิ้ง เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเกสต์เฮาส์ให้ฝรั่งเช่าไปหมดแล้ว”
บรรยากาศด้านในโรงแรมนั้น นักเที่ยวจะเปิดห้องแล้วทางโรงแรมจะพาผู้หญิงมาให้เลือกดูตัว “เขาจะเอามาจากไหนไม่ทราบ เพราะเขาก็มีทางหนีทีไล่เผื่อตำรวจมา เราก็นั่งคอยอยู่ในห้อง มีผู้หญิงทยอยมาให้เลือก เสร็จแล้วค่อยพาไปที่ห้อง ราคาเมื่อก่อนก็ 100-150 บาท ถ้าค้างคืนก็อีกราคาหนึ่ง”
คนรุ่น50+ ต้องรู้จักหมอเพียร
โรคสมัยก่อนนั้นก็มีแค่โรคหนองใน กับซิฟิลิส เอดส์ยังไม่แพร่ระบาด คนเที่ยวผู้หญิงและเป็นโรคเหล่านี้กันมากจนมีหมอชื่อดังที่รักษาโรคผู้หญิงโดยเฉพาะ “คุณไปถามคนอายุสี่ห้าสิบปี ถ้าใครไม่รู้จักหมอเพียร เวชสกุลแสดงว่าคนนั้นไม่เคยเที่ยวผู้หญิง” คุณลุงบอกพร้อมเสียงหัวเราะ
นอกจากบางลำพูแล้ว อีกแหล่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงคือซ่องย่านบางขุนพรหม โดยจะมีซอยแห่งหนึ่งในละแวกนั้นที่ทั้งซอยเป็นบ้านที่เปิดเป็นซ่องแทบทั้งหมด ซ่องย่านนั้นจะเป็นบ้านมีรั้วรอบขอบชิด ทาสีฟ้าเด่นเป็นสัญลักษณ์ ด้านล่างเปิดเป็นร้านขายอาหาร
แวะไปเที่ยวบ้านโคมเขียวเสียนาน ขอวกกลับ การนำชมของวิทยากร ทายาทศิลปินบ้านดุริยพันธุ์กันอีกที พี่ตั๋งได้พาชมบ้านเก่าๆตรงย่านบ้านคนดนตรี เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ยุคคุณพ่อของพี่ตั๋ง และบรรดาศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นพ่อของขุนอินทร์ โหมรง
ย่าน บ้านคนดนตรี สมัยก่อนไม่ได้มีรั้ว สูง จะมีเป็นรั้วต้นไม้เตี้ยๆ เป็นรั้วมะขามเตี้ยๆ ไม่ดูอึดอัดอย่างปัจจุบัน คุณพจนา ดุริยพันธ์ ทายาทศิลปินบ้านดุริยพันธุุ์ พาชมบ้านเก่า ๆ ตรงบ้านที่เป็นบ้านคุณพจนา ก็เคยเป็นที่ที่ครูดนตรี อย่างครู บุญง บุญยัง เกตุคง และเรายังได้มีโอกาสฟังเสียงครูสุรางค์ ดุริยพันธุ์ ขับเพลง ลาวดวงเดือนด้วย ช่วงนั้น ทำให้ข้าพเจ้า นึกถึง นักดนตรี รวมถึงนักร้อง นักพากย์ เดินกันตึกคัก (ขมคลิป ด้านล่าง) อาทิ ครูนักร้อง ครูชม รุ่งเรือง บ้านตระกูล อิศรางกูรฯ บ้านเจ้ากรม หลวงโหมหักปัจจนึก
clip: https://www.youtube.com/watch?v=gsn2vrpjXUQ&feature=youtu.be
ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz/2016/09/26/entry-1









