Home Page
samgler connection members information discuss library misc. web board contact us

สามเกลอรายวัน

ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2563รายวัน57 เรื่อง
ชวเลข (shorthand) หมายถึงวิธีการเขียนข้อความอย่างย่อด้วยสัญลักษณ์ เพื่อเพิ่มความเร็วในการเขียนหรือการจดบันทึก เมื่อเทียบกับการเขียนปกติธรรมดาในภาษาหนึ่งๆ ดังนั้นชวเลข คือภาษาเขียนประเภทหนึ่งที่สามารถใช้แทนภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ ใช้เขียนตามเสียง ต้องมีการฝึกฝนจึงจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการจดตามคำบอกซึ่งอาจเป็นในรูปของจดหมาย หรือคำสั่งต่างๆ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ชวเลขใช้ในการจดบันทึกการประชุม ภาษาชวเลขมีหลักการกว้าง ๆ คือ 1. ชวเลขเป็นการเขียนตามเสียง หมายความว่าจะเขียนตามเสียงที่ได้ยินเท่านั้น แม้ว่าในการเขียนจะมีสระ พยัญชนะอะไร หากไม่ออกเสียงสระหรือพยัญชนะนั้นก็ไม่ต้องเขียนตัวชวเลข เช่น สรวล ตัว ร ไม่ออกเสียง ตัวชวเลขจะเขียนเพียง สวน หรือศาสตร์ ตัว ตร์ ไม่ออกเสียง ตัวชวเลขจะเขียนเพียง สาด 2. ชวเลขไม่มีวรรณยุกต์ การเขียนจะถือการออกเสียงเป็นหลัก แม้การเขียนโดยปกติ คำหรือถ้อยคำนั้นจะมีวรรณยุกต์อยู่ด้วยก็ตาม ผู้ถอดชวเลขจะทราบจากข้อความได้เองว่าคำนั้นคือคำใด เช่น นา หน่า หน้า หนา ตัวชวเลขจะเขียนเป็นตัวเดียวกันคือ นา ถ้าชวเลขเขียนว่า น้าของแดงใจดีมาก ผู้ถอดชวเลขจะทราบทันทีว่า นา ตัวนั้นคือน้า ทั้งนี้เพราะข้อความที่บอกว่าของแดงใจดีมาก ทำให้เข้ารูปประโยค จึงช่วยให้สามารถถอดชวเลขได้อย่างถูกต้อง 3. การอ่านชวเลข ให้ผู้เรียนอ่านพยัญชนะและสระจนมั่นใจว่าจำได้จึงค่อยอ่านบรรทัดต่อมา สำหรับตัวเลขที่เป็นตัวผสมให้ผู้เรียนสะกดแล้วอ่านทีละคำจนคล่อง จากนั้นก็อ่านโดยไม่จำเป็นต้องสะกด ให้อ่านจนคล่องและมั่นใจว่าอ่านได้แล้วจึงค่อยอ่านข้อความต่อไป ชวเลขถือเป็นความสามารถพิเศษ เพราะผู้จดจะสามารถฟังด้วยความเข้าใจและจดตาม เมื่อถอดชวเลขก็สามารถพิมพ์ออกไปได้เลย ทำให้ประหยัดเวลา และผลงานก็ถูกต้องแม่นยำ ชวเลขช่วยให้มีความคล่องตัวสูง เมื่อรับคำสั่งแล้วนำพิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์หรือพิมพ์ดีด ก็จะได้ขัดเกลาสำเนาไปในตัวให้เป็นภาษาที่สละสลวยมากขึ้น ผลงานที่พิมพ์ออกมาก็สมบูรณ์ สมัยสามเกลอ เรามีสมาคมชวเลขเกร๊กก์แห่งสยาม มีโรงเรียนที่สอนชวเลขหลายโรงเรียนในพระนคร เช่น โรงเรียนชวเลขพิมพ์สัมผัส โรงเรียนพิมพ์ดีดชวเลขอุดมวิทยา โรงเรียนสากลชวเลขพิมพ์ดีด และโรงเรียนสยามชวเลขเป็นต้น ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้จะมีการจัดสอบชวเลขอยู่เป็นระยะ โดยกำหนดให้ผู้ผ่านการสอบจะต้องทำได้นาทีละ 80 คำขึ้นไป (สถิติโลกของแบบเกร๊กก์ในตอนนั้นคือ 280 คำต่อนาที) ที่มา: https://www.f0nt.com/forum/index.php?topic=5900.1455
ชวเลข (shorthand) หมายถึงวิธีการเขียนข้อความอย่างย่อด้วยสัญลักษณ์ เพื่อเพิ่มความเร็วในการเขียนหรือกา…
ค้น google คำว่า สามเกลอ flipbook พล นิกร flipbook เจอสามเกลอแบบ flipbook หลายร้อยเล่มเลยทีเดียว มีทั้งแบบเสียเงิน และอ่านฟรี ยุคเปิดเสรีก็แบบนี้ละครับ ใครสนใจก็ไปอ่านฟรีกันได้
ค้น google คำว่า
แขกยามประจำห้างแห่งหนึ่งในพระนครเมื่อพ.ศ. 2484 Cr: LIFE Magazine
แขกยามประจำห้างแห่งหนึ่งในพระนครเมื่อพ.ศ. 2484
ประโยชน์อีกหลายอย่างของวาเป๊กซ์ เมื่อ พ.ศ. 2481
ประโยชน์อีกหลายอย่างของวาเป๊กซ์ เมื่อ พ.ศ. 2481
โฆษณาร้านดัดผมวงษ์สว่างเมื่อพ.ศ. 2479 ทำให้เรารู้ขั้นตอนการดัดผมของหญิงไทย ในสมัยนั้น
โฆษณาร้านดัดผมวงษ์สว่างเมื่อพ.ศ. 2479 ทำให้เรารู้ขั้นตอนการดัดผมของหญิงไทย ในสมัยนั้น
คลอ กนิษฐนันท์ นอกจากประกาศรับสมัครเลขานุการิณีของห้างพัชราภรณ์ในหนังสือพิมพ์ จะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เฮฮาแล้ว ยังเป็นการเปิดตัว คลอ กนิษฐนันท์ ตัวละครที่มีบทบาทเพียงเล็กน้อยในสามเกลอตอนต้น แต่มีคาแรคเตอร์ที่สะกิดใจ และเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านสามเกลอหลายคนรวมถึงตัวผมเอง ป. อินทรปาลิตบรรยายไว้ว่า "คลอสวมกระโปรงสีน้ำเงินและเสื้อชั้นนอกผ้าขาวคอปกแขนแค่ศอก ผูกนาฬิกาเอนโครเมียมสายหนัง ทั้งเนื้อทั้งตัวปราศจากเครื่องทองรูปพรรณและเครื่องวิทยาศาสตร์ กิริยาท่าทางของคลอสงบเสงี่ยม และสายตาที่มองดูพล พัชราภรณ์นั้นซื่อๆ น่าสงสาร" บ้านของคลออยู่แถวบางรัก คลอเรียนจบชั้นมัธยมเจ็ด พิมพ์ดีดภาษาไทยภาษาอังกฤษพอได้ ความสามารถเรื่องชวเลข ป. อินทรปาลิตไม่ได้เขียนถึงไว้ แต่จากความประทับใจเมื่อแรกพบของพล และการหนุนหลังของนิกร ทำให้พลตกลงรับคลอเข้าทำงานด้วยเงินเดือนเริ่มต้นที่เดือนละ 40 บาท และปรับเงินเดือนให้เป็นเดือนละ 80 บาท ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเวลาที่ ป. อินทรปาลิตเขียนสามเกลอตอนกลัวเมียนี้ การศึกษาในประเทศไทย กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือมีการเปลี่ยนจากระบบการศึกษาเดิม ประถม 1-3 มัธยมต้น 1-4 มัธยมปลาย 5-8 เป็น ประถม 1-4 มัธยมต้น 1-3 มัธยมปลาย 4-6 เตรียมอุดมศึกษา 1-2 ส่วนคลอจบแค่มัธยม 7 แสดงว่าจบการศึกษาแบบสามัญจากระบบการศึกษาเดิม ซึ่งในเวลานั้นถือว่ามีวุฒิการศึกษาที่ธรรมดามากๆ สมัยสามเกลอตอนต้น ยังไม่มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำให้คนไทยออกมาประท้วงกัน มาตราฐานที่เราใช้วัดอัตราเงินเดือนของคนจบใหม่ก็คือประกาศจ้างงานจากรัฐบาล จากการค้นคว้าพบว่าก่อนอายผู้หญิงประมาณ 10 ปี คนที่จะสำเร็จมัธยมบริบูรณ์ (จบ ม.8) มีน้อยมากๆ รัฐบาลไทยตั้งเงินเดือนเสมียนที่สำเร็จมัธยมบริบูรณ์ไว้ที่อัตรา 80-100 บาทต่อเดือน พอมาสมัยอายผู้หญิง คนไทยจบมัธยมแปดเดินกันเกร่อ เหมือนปริญญาโทในสมัยนี้ เมื่อ พ.ศ. 2480 รัฐบาลออกประกาศจ้างเสมียนพนักงานที่มีความรู้ เช่นพิมพ์ดีดไทย อังกฤษ และสำเร็จมัธยมบริบูรณ์ โดยตั้งเงินเดือนไว้แค่ 26 บาท
คลอ กนิษฐนันท์
แฮปปี้ฮอลล์ ถ้าติดตามการเรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มมาตั้งแต่ต้น จะพบว่าสถานที่ต่างๆ ในสามเกลอ 95% จะเป็นสถานที่จริง ในเวลานั้น ส่วนอีก 5% จะเป็นนามที่ถูกสมมุติขึ้นมา ด้วยหลากหลายเหตุผล ทิ้งไว้ให้นักอ่านสามเกลอได้วิเคราะห์กัน สถานที่สมมุติที่โด่งดังที่สุดในสามเกลอแห่งหนึ่งก็คือแฮปปี้ฮอลล์ สถานที่แสดงจำอวดเวลาคณะพรรคเมาเหล้า แฮปปี้ฮอลล์นี้หลายคนเห็นตรงกันว่า ถ้าไม่ใช่แรงบันดาลใจจากตึกเจ็ดชั้น หรือตึกเก้าชั้น ก็จะต้องเป็นเบียร์ฮอลล์ชื่อดังในสมัยนั้น ที่ตั้งอยู่บนตึกสูงๆ เช่นสหเบียร์ฮอลล์เป็นต้น ส่วนตัวของผมเอง เอนเอียงไปทางตึกเก้าชั้น (ตึกไพบูลย์สมบัติ) ที่สี่แยกราชวงศ์ วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังว่า "เก้าชั้น" ในสมัยนั้นมีอะไรบ้าง นอกจากจะมีอาหารและเครื่องดื่ม โต๊ะบิลเลียด ชั้นดาดฟ้า เหมือนเบียร์ฮอลล์ทั่วไปในสมัยนั้น เก้าชั้นยังมีเต้นรำคู่ โดยหนุ่มๆ ยุคนั้นสามารถไปที่เก้าชั้นแบบตัวเปล่า ที่นั่นจะมี Jazz Band วงใหญ่ และพาร์ตเนอร์เต้นรำหน้าตาสวยงาม ไว้ต้อนรับแขก และเก้าชั้นยังมีการแสดงระบำต่างๆ สลับกับการร้องเพลงของนักร้องอยู่ตลอดเวลา เช่น ฟ้อนลาว ฟ้อนมอญ ฟ้อนพม่า ฟ้อนไทย การแสดง Singing in the Rain เป็นต้น ส่วนระบำที่โด่งดังที่สุดของเก้าชั้นก็คือระบำหยาดฟ้า (ระบำโป๊) นั่นเอง
แฮปปี้ฮอลล์
วิสกี้ชั้นนำแห่งยุค!!! พ.ศ. 2502
วิสกี้ชั้นนำแห่งยุค!!! พ.ศ. 2502
ไฟแช็กรอนสัน หลายรูปแบบ พ.ศ. 2491
ไฟแช็กรอนสัน หลายรูปแบบ พ.ศ. 2491
ถ่านไฟฉายเอเวอร์เรดี้ พ.ศ. 2486
ถ่านไฟฉายเอเวอร์เรดี้ พ.ศ. 2486
น้ำอัดลม 7-Up พ.ศ. 2491
น้ำอัดลม 7-Up พ.ศ. 2491
อายุต่ำกว่า 40 อาจจะไม่ get ครับ 😁
อายุต่ำกว่า 40 อาจจะไม่ get ครับ 😁
ภัตตาคารเยาวยื่น พ.ศ. 2495
ภัตตาคารเยาวยื่น พ.ศ. 2495
น้ำผลส้มและอื่นๆ ของ F&N พ.ศ. 2495
น้ำผลส้มและอื่นๆ ของ F&N พ.ศ. 2495
สินค้าตระกูลคอลเกต พ.ศ. 2525
สินค้าตระกูลคอลเกต พ.ศ. 2525
เชลล์ต๊อกซ์ (Shelltox) พ.ศ. 2495
เชลล์ต๊อกซ์ (Shelltox) พ.ศ. 2495
โฆษณาร้านดัดผมวงษ์สว่างเมื่อพ.ศ. 2479 ทำให้เรารู้ขั้นตอนการดัดผมของหญิงไทย ในสมัยนั้น
โฆษณาร้านดัดผมวงษ์สว่างเมื่อพ.ศ. 2479 ทำให้เรารู้ขั้นตอนการดัดผมของหญิงไทย ในสมัยนั้น โฆษณาร้านดัดผมวงษ์สว่างเมื่อพ.ศ. 2479 ทำให้เรารู้ขั้นตอนการดัดผมของหญิงไทย ในสมัยนั้น
เครื่องพิมพ์ดีด Olympia พ.ศ. 2495
เครื่องพิมพ์ดีด Olympia พ.ศ. 2495
น้ำมะเน็ด (Lemonade) มิลินดา พ.ศ. 2502
น้ำมะเน็ด (Lemonade) มิลินดา พ.ศ. 2502
สบู่ซันไลต์ สมัยพ.ศ. 2494 คนไทยเอาไว้ซักผ้า
สบู่ซันไลต์ สมัยพ.ศ. 2494 คนไทยเอาไว้ซักผ้า
ปากกาหมึกซึมและน้ำหมึก Pilot พ.ศ. 2510 เด็กไทยสมัยก่อน จะเริ่มจากใช้ปากกาคอแร้ง -> ปากกาหมึกซึม แล้วค่อยไป ปากกาลูกลื่น เป็นการฝึกความอดทนในการเรียนหนังสือของคนรุ่นก่อน
ปากกาหมึกซึมและน้ำหมึก Pilot พ.ศ. 2510
น้ำอัดลมอาร์ซี พ.ศ. 2510 ราคาขวดละ 1 บาท ปล ผมทันขวดละ 1.50 บาท
น้ำอัดลมอาร์ซี พ.ศ. 2510 ราคาขวดละ 1 บาท
นักอ่านสามเกลอคงจะเคยผ่านตากริยา "พ่นควันบุหรี่เป็นรูปมังกรสองตัวไล่กัดกัน" เรามาดู vdo กันครับ คนไทยอาจจะทำไม่ได้ แต่ฝรั่งทำได้นะครับ
เครื่องพิมพ์ดีดในสมัยอายผู้หญิงมีหลากหลายยี่ห้อ ที่ดังๆ ก็มี รอแยล อันเดอร์วู๊ด โอลิมเปีย และเรมิงตัน เครื่องพิมพ์ดีดเรมิงตันที่คลอใช้ในตอนกลัวเมีย มีคุณสมบัติโดดเด่น 3 ข้อตามโฆษณาในยุคนั้นคือ - พิมพ์พยัญชนะก่อนสระวรรณยุกต์ - แหนบบังคับแคร่ ออกแบบมาถูกหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ฝินธรรมชาติ - พิมพ์ง่าย ไม่ต้องออกแรงกดเยอะ ปล เรื่องฮาๆ เกี่ยวกับพิมพ์ดีดในสมัยอายผู้หญิง มีว่า คนที่ชนะเลิศการพิมพ์ดีดระดับโลก เดิมเป็นตัวแทนของยี่ห้ออันเดอร์วู๊ด ต่อมาสมัยหลังๆ เวลาแข่งจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดรอแยล แต่ในโรงเรียนสอนพิมพ์ดีดที่คนนี้เป็นเจ้าของกลับใช้เครื่องพิมพ์ดีดเรมิงตันทั้งโรงเรียน ใครสนใจลองค้นประวัติของเขาดูนะครับ ชื่อนายอัลเบริต แทงโครา
เครื่องพิมพ์ดีดในสมัยอายผู้หญิงมีหลากหลายยี่ห้อ ที่ดังๆ ก็มี รอแยล อันเดอร์วู๊ด โอลิมเปีย และเรมิงตั…
เมนูอาหารในตอนกลัวเมีย สามเกลอเลือกร้านอาหารจีนเปิดใหม่แห่งหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้ามโรงหนังเฉลิมบุรี (ป. อินทรปาลิตไม่ได้ระบุชื่อ แต่เดาได้ไม่ยาก) เป็นที่ประชุมตั้งฮาเร็ม เรามาดูกันว่าสามเกลอ โดยเฉพาะนิกร สั่งอาหารอะไรมากินบ้าง (นับได้ 12 อย่างเลยทีเดียว) 1. ซุปปลากระพงถั่วเขียว (เจ๊กเสนอแต่ไม่สั่ง) 2. ปลากระพงเจี๋ยน 3. กระเพาะปลาอบปลิงทะเล 4. ไก่ผัดยอดผัก 5. ซุปปูทะเล 6. ตีนเป็ดผัดหน่อไม้ 7. นกพิราบตุ๋น 8. กุ้งทอด 9. แกงจืดเครื่องในไก่ 10. แฮ่กึ๊น 11. กระดูกไก่ทอดกรอบ 12. ผัดเปรี้ยวหวานตูดตะพาบน้ำ 13. ผัดเผ็ดเม็ดฮั่งยิ้น ปล1 ที่หารูปไม่เจอคือ ซุปปลาถั่วดำ กับ ตีนช้างผัดหน่อไม้ ใครหาเจอบอกด้วย ปล2 เม็ดฮั่งยิ้น = เม็ดอัลมอนด์จีน ปล3 เครดิตอยู่ในรูปอาหารแต่ละรูป พร้อมใส่คำบรรยายให้แล้ว ปล4 ถั่วดำน่าจะเป็นการเล่นมุก LGBT เพราะสมัยนั้นถั่วดำก็มีความหมายเหมือนสมัยนี้แล้ว
ซุปปลากระพงถั่วเขียว ปลากระพงเจี๋ยน กระเพาะปลาอบปลิงทะเล ไก่ผัดยอดผัก ซุปปูทะเล ตีนเป็ดผัดหน่อไม้ นกพิราบตุ๋น กุ้งทอด แกงจืดเครื่องในไก่ แฮ่กึ๊น กระดูกไก่ทอดกรอบ ผัดเปรี้ยวหวานตูดตะพาบน้ำ ผัดเผ็ดเม็ดฮั่งยิ้น
ฮุ่นซุ่ยฮง ๒ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราเรียงลำดับถึงตอนหวงลูกสาว ผมเคยเขียนถึง ฮุ่นซุ่ยฮง (สะกดตาม ป. อินทรปาลิต) ไปแล้ว ในตอนกลัวเมีย มีพูดถึงอีกเล็กน้อย ก็เลยตามมาขยายความให้อ่านกัน ตอนที่สามเกลอตกลงกันว่าจะกินอาหารกลางวันที่ไหนดี พลเสนอให้เลือกระหว่างฮุ่นซุ่ยฮงหรือขี่จันเหลา แต่กิมหงวน "อยากกินข้าว" ทั้งสามเลยเลยไปกินร้านกับข้าวเปิดใหม่ตรงข้ามเฉลิมบุรีแทน เพียงแค่นี้เราก็พอจะเดาได้เลยว่า ฮุ่นซุ่ยฮงและขี่จั่นเหลา เป็นร้านอาหารที่ดังมากๆ ในสมัยอายผู้หญิง และทั้งสองร้านตอนกลางวันไม่ได้ขายอาหารหนักพวกกับข้าว อาหารตามสั่งแต่อย่างใด หนังสือ Bangkok Almanac 1940 ระบุไว้ว่าภัตตาคารที่มีชื่อเสียงโด่งดังในพระนครในตอนนั้นคือ - ห้อยเทียนเหลา มุมถนนเสือป่า - เยาวยื่น ถนนเยาวราช - ขี่จั่นเหลา ถนนเยาวราช - โว่วกี่ หน้าศาลาเฉลิมกรุง - โอชา หน้าศาลาเฉลิมกรุง - เม่งฮวด บางลำภูประตูใหม่ สำหรับฮุ่นซุ่ยฮง ถูกจัดให้อยู่ในอันดับห้างดังของพระนครแทนหมวดภัตตาคาร ใครสนใจก็ลองอ่านใบปิดโฆษณาของร้านเมื่อพ.ศ. 2482 ดูก็จะเข้าใจว่าร้านนี้ขายอะไรบ้าง ส่วนขี่จันเหลา ผมเคยเขียนไว้คร่าวๆ ในเรื่องภัตตาคารเยาวยื่นว่าขี่จันเหลาดังเรื่องเป็ดย่างและติ่มซำ ผมจะเขียนลงรายละเอียดในโอกาสต่อไป
ฮุ่นซุ่ยฮง ๒
เฟี๊ยตเก๋ง พ.ศ. 2479
เฟี๊ยตเก๋ง พ.ศ. 2479
นพคุณ ๑ ชื่อไทยของกิมหงวนที่ใช้สั้นๆ 2-3 ตอนในชุดวัยหนุ่มยุคแรกๆ ก็คือ "นพคุณ" โดยที่ ป. อินทรปาลิต อธิบายให้คนอ่านโดยผ่านคำพูดของพลไว้ว่า " นพคุณเป็นภาษามคธ แปลว่าทองคำเนื้อเก้าที่สุกใสที่สุดในสมัยโบราณ เนื้อเก้าคือทองหนึ่งบาทต่อเงินเก้าบาท" ทองนพคุณหรือทองเนื้อเก้าเป็นคำที่ใช้ในอดีต ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีความหมายประมาณว่า ทองคำที่มีน้ำหนัก 1 บาทซึ่งมีเนื้อบริสุทธิ์ใกล้เคียงกับทองคำบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง ราคาในสมัยนั้นคือ 9 บาท ซึ่งในอดีตก็มีคำเรียกทองประเภทนี้กันหลากหลายนอกเหนือจากคำว่า "ทองเนื้อเก้า" เช่นบางทีก็เรียกว่า "ทองนพคุณ" หรือ "ทองชมพูนุช" ด้วยความบริสุทธิ์ และเป็นทองเนื้อดีที่สุด ปรากฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุถึงการกำหนดคุณภาพทองคำ โดยตั้งพิกัดราคา(ทองคำ) ตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น ใช้วิธีการเรียกราคาของทองคำต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาทเป็นมาตรฐานในการเรียกชื่อทองคำ โดยเริ่มตั้งแต่ทองเนื้อสี่ขึ้นไปจนถึงทองเนื้อเก้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ทองเนื้อสี่ หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 4 บาท ทองเนื้อห้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 5 บาท ทองเนื้อหก หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 6 บาท (ทองดอกบวบ) ทองเนื้อเจ็ด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 7 บาท ทองเนื้อแปด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 8 บาท ทองเนื้อเก้า หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 9 บาท ที่มา: https://www.checkraka.com/gold/article/1016/
นพคุณ ๑ นพคุณ ๑ นพคุณ ๑
เฉพาะแฟนตัวยงที่เห็นโพสนี้ ตอบปัญหาง่ายๆ ชิงรางวัลหนังสือสามเกลอตามรูปครับ คนละ 1 เล่ม 9 รางวัล คำถาม: ถ้าเข้าไปที่ http://www.samgler.org/yahoo/Sort/ จะเป็นรายชื่อตอน 50 ตอนแรกของชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ที่ผมเรียงลำดับเอาไว้ ถ้าคลิ๊กที่ชื่อตอนในหน้านั้นส่วนมากจะลิงค์ไปที่ mebmarket ของผดุงศึกษา มีแค่ 1 ตอนเท่านั้น ที่พอคลิ๊กชื่อตอนแล้ว จะลิงค์ไปที่ PDF ให้ download หรือให้เปิดอ่านกัน ถามว่าตอนอะไร ใครสนใจจะร่วมสนุก รบกวนตอบชื่อตอนทาง inbox นะครับ ใครตอบถูกก่อน ได้เลือกก่อนเหมือนเคยครับ
เฉพาะแฟนตัวยงที่เห็นโพสนี้
ยิ่งค้นยิ่งเจอ! ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ผู้เขียนวิวัฒนาการของสังคมไทยกับหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน เคยส่งหนังสือที่ท่านเขียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ฮอลลีวู๊ดสมัยอายผู้หญิงมาให้ผม หนังสือหนาเกือบ 500 หน้าเลยทีเดียว มีประโยชน์มากๆ กับการอ่านสามเกลอชุดวัยหนุ่ม น่าจะมี สนพ เอามาพิมพ์ใหม่นะครับ
ยิ่งค้นยิ่งเจอ! ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ผู้เขียนวิวัฒนาการของสังคมไทยกับหัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน เค…
Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine (1930) เป็นหนังตลกที่สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2473 และคงจะเข้าฉายในประเทศไทยในเวลาต่อมาอีกไม่นาน Just Imagine เป็นภาพยนตร์ในเครือ Fox นำแสดงโดยดาราตลกชื่อดังในยุคนั้นคือ El Brendel ซึ่งแสดงเป็น Single-O ในเรื่องนี้ เมื่อผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผมคิดถึงสามเกลออย่างน้อย 2 ตอน ตอนหนึ่งโด่งดังมากๆ มีเป็น e-book ให้โหลดใน samgler.org ส่วนอีกตอนหนึ่งอาจจะหาอ่านได้ยากหน่อย เพราะมีแค่ฉบับพิมพ์ครั้งแรก แต่ยุคนี้เป็นยุคเปิดเสรีสามเกลอ อะไรก็เกิดขึ้นได้ กรุณาติดตามกันต่อไป แทนที่ผมจะบอกว่าผมคิดว่าสามเกลอสองตอนนี้ชื่อว่าอะไร ผมจะลองเล่าเรื่องย่อของ Just Imagine ให้อ่านก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าพอนักอ่านสามเกลออ่านเรื่องย่อจบ Just Imagine อาจจะกลายเป็นภาพยนตร์ 3-4 แรงบันดาลใจ หรือ 0 แรงบันดาลใจของใครหลายๆ คน หนังเริ่มจากย้อนกลับไปเมื่อปี 1880 ที่ New York แล้ววกกลับมาที่จุดเดียวกันของ New York ในยุคปัจจุบัน (1930) ซึ่งเราจะเห็นตึกสูง รถยนต์ การจราจรที่ติดขัดและอื่นๆ หลังจากนั้นหนังก็กระโดดไปอีก 50 ปี (1980) ตอนนี้เราเริ่มจะเห็นยานพาหนะหน้าตาประหลาดเต็มท้องฟ้าของ New York ไปหมด เราจะเห็นพาหนะของ J-21 และ LN-18 (ชื่อพระเอกนางเอกในโลก 1980) หยุดอยู่กลางอากาศ พอได้ยินจราจรบนอากาศบอกว่าทั้งสองหยุดได้ไม่เกิน 5 นาที J-21 ก็เลยปีนออกจากยานตัวเอง เดินไต่ปีกเครื่องบินไปหาเครื่องของนางเอกที่ลอยอยู่ข้างๆ ทั้งสองคุยเรื่องการแต่งงานที่ศาลจะเป็นคนกำหนดว่าใครควรจะแต่งกับใครในเร็วๆ นี้ ต่อมาเราได้เห็นศาลตัดสินว่า MT-3 (ตัวโกง) มีความสามารถที่โดดเด่น เหมาะสมที่จะแต่งงานกับ LN-18 มากกว่าพระเอก J-21 ทำให้ J-21 เสียใจมาก พยายามจะฆ่าตัวตายโดยการกระโดดสะพาน แต่มีบุรุษลึกลับมาบอก J-21 ว่าปัญหาของ J-21 ทุกเรื่องจะสามารถแก้ไขได้ถ้า J-21 ยอมขับจรวดที่นักวิทยาศาตร์คนนี้สร้างขึ้นไปยังดาวอังคาร (J-21 เผอิญมีอาชีพเป็นนักขับ Stratocruiser พอดี) เมื่อ J-21 กลับมาถึงบ้าน ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้คู่หูของเขาคือ RT-42 ฟัง และทั้งสองก็ตกลงจะไปตะลุยดาวอังคารด้วยกัน ตัดมาที่นางเอก LN-18 ซึ่งมีอาชีพคล้ายๆ กับนักเทคนิคการแพทย์ ที่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานที่จะชุบชีวิตคนที่ถูกฟ้าผ่าตายเมื่อ 50 ปีที่แล้วให้คืนชีพ พอ O (Single-O) โดนชุบชีวิตกลับมาจริงๆ ก็กลายเป็นเรื่องวุ่นวาย เพราะเป็นคล้ายๆ คนไม่มีสัญชาติ ไม่มีญาติพี่น้อง ทำให้ LN-18 ต้องพามาพักอยู่กับ J-21 และ RT-42 ชั่วคราว พอ LN-18 รู้เรื่องการเดินทางไปดาวอังคาร ก็ขอเดินทางไปด้วย แต่พอเวลาเดินทางจริง มีเรื่องชุลมุนวุ่นวาย กลับกลายเป็นว่าคนที่เดินทางไปกับ J-21 และ RT-42 คือ Single-O ที่ต่อมาจะกลายเป็นตัวฮาของเรื่อง เมื่อลงจอดบนดาวอังคาร ทั้งสามก็ถูกประเทศหญิงล้วนประเทศหนึ่งจับตัวไว้ ระหว่างโดนจับตัวมนุษย์โลกทั้งสามค้นพบว่าบนดาวอังคารนี้ มีประเทศที่เหมือนกันสองกันสองประเทศ ทั้งสองประเทศมีประชากรที่เหมือนกันเป๊ะ ยังกะก๊อปปี้กันมา ดังนั้นพอประเทศหญิงล้วนอีกประเทศบุกจับมนุษย์โลกมาอยู่ฝ่ายตัวเอง เราจะเห็นทหารหญิงหลายคนกำลังสู้กับตัวเองอยู่ ราชินีของประเทศที่สอง ต้อนรับมนุษย์โลกทั้งสามโดยจัดงานเต้นรำรอบๆ หุ่น Martian ยักษ์ เพื่อหวังปรนเปรอ J-21 และพวก แต่เมื่อคณะพรรคค้นพบว่าราชินีมีแผนการชั่วร้ายซ่อนอยู่ จึงพากันหลบหนีกลับมายังโลก ระหว่างหลบหนีมีเรื่องวุ่นวาย เฮฮาพอสมควร สรุปคร่าวๆ ก็คือ ทั้งสามจับคนป่าจากดาวอังคารมาได้ 1 คน เมื่อมาถึงโลก J-21 ก็ได้ทำการขออุธรณ์กับศาล โดยใช้คนป่าจากดาวอังคารเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขามีความสามารถเหนือ MT-3 ทำให้ศาลกลับคำตัดสิน และสุดท้าย J-21 ก็ได้แต่งงานกับ LN-18 จอบอ-จบ ใครอ่านมาถึงตรงนี้ ก็ลองโพสบอกหน่อยนะครับว่าคิดถึงสามเกลอตอนอะไรบ้าง ใจของเราอาจจะตรงกันก็ได้ ปล ภาพส่วนมากผมแค๊ปมาจาก DVDrip ความคมชัดอาจจะลดน้อยลงไปบ้าง ส่วนหนังผมมีต้นฉบับอยู่ ความชัดดีกว่าใน youtube นิดหน่อย ถ้ามีคนสนใจพอสมควรอาจจะโพสลง fanpage นี้ Cr: https://en.wikipedia.org/wiki/Just_Imagine
Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ Just Imagine ภาพยนตร์สองแรงบันดาลใจให้สามเกลอ
ฉากห้องแล็ปชุบชีวิตคน ใน Just Imagine (1930) ใครงงว่าเกี่ยวอะไรกับสามเกลอ => อ่านตรงนี้ https://www.facebook.com/samgler.fan/posts/4627652570643423
ฉากห้องแล็ปชุบชีวิตคน ใน Just Imagine (1930)
แนชเก๋ง พ.ศ. 2483
แนชเก๋ง พ.ศ. 2483
บุหรี่ Lucky Strike พ.ศ. 2491 คำเตือน : บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
บุหรี่ Lucky Strike พ.ศ. 2491
สินค้าส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2502
สินค้าส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2502
น้ำยารักษาผมโกลด์เฟลก พ.ศ. 2502
น้ำยารักษาผมโกลด์เฟลก พ.ศ. 2502
เหตุการณ์มากมายในสามเกลอ เกิดขึ้นที่เยาวราช ถนนที่แล่นตลอดย่านสำเพ็งคือถนนเยาวราช ซึ่งในสมัยนั้นเริ่มตั้งแต่คูเมืองมาจนถึงถนนเจริญกรุงหน้าวัดไตรมิตร ส่วนถนนราชวงศ์ ในสมัยนั้นจะเริ่มจากถนนเจริญกรุงผ่านถนนเยาวราชไปจนสุดแม่น้ำเจ้าพระยา
เหตุการณ์มากมายในสามเกลอ เกิดขึ้นที่เยาวราช ถนนที่แล่นตลอดย่านสำเพ็งคือถนนเยาวราช ซึ่งในสมัยนั้นเริ่…
นพคุณ ๒ ตามที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า พล นิกร พยายามเปลี่ยนชื่อกิมหงวนเป็น นพคุณ ในตอนกลัวเมีย พอกิมหงวนลังเล ทั้งสองได้อธิบายให้กิมหงวนฟังว่านพคุณเป็นทองคำชั้นดี ไม่ใช่ทองวิทยาศาสตร์ (ทองเก๊) อย่างที่กิมหงวนเข้าใจ เป็นที่สังเกตว่า กลัวเมียของผดุงศึกษาในหน้า 119 และของแสงดาวในหน้า 305 พิมพ์เหมือนกันว่าทองคำสมัยนั้นมีราคาบาทละ "สี่ร้อยกว่าบาท" อย่างไรก็ตาม ถ้ากลับไปดูราคาทองย้อนหลังสมัยสามเกลอแล้ว พบว่าราคาทองคำแท่งในประเทศไทยสมัยสามเกลอตอนต้นเป็นดังนี้ พ.ศ. 2482 ประมาณ 3x บาท พ.ศ. 2486 ประมาณ 12x บาท พ.ศ. 2500 ประมาณ 4xx บาท ดังนั้นในขณะที่ ป. อินทรปาลิต เขียนสามเกลอตอนนี้ ราคาทองคำในประเทศไทยน่าจะเป็น สี่สิบกว่าบาท (สำหรับทองคำชั้นดี) แทนที่จะเป็น สี่ร้อยกว่าบาท อย่างที่พวกเราได้อ่านผ่านตากัน
นพคุณ ๒ นพคุณ ๒
ทแกล้วทหารสามเกลอ (สะกดตามผดุงศึกษา) ในตอนกลัวเมีย ฉากแฮปปี้ฮอลล์ มีการกล่าวถึงคำว่าทแกล้วทหารสามเกลออยู่หลายครั้ง คำนี้มาจากภาษาอังกฤษว่า The Three Musketeers เป็นนิยายของนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ Alexandre Dumas แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2387 คำว่า "ทแกล้วทหารสามเกลอ" ในสามเกลอตอนนี้ มีโอกาสที่จะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 1. หนังสือ ทะแกล้วทหาร ๓ เกลอ (สะกดตามชื่อปกหนังสือ) ที่พิมพ์ในประเทศไทยเมื่อปี 2458-246x จัดทำเป็นปกอ่อน มีทั้งหมด 4 เล่ม ราคาปกเล่มละ 80 สตางค์ (หรือ) 2. ภาพยนตร์ ทะแกล้วทหาร ๓ เกลอ (1921) ที่เข้าฉายในโรงหนังเมืองไทยเมื่อปี 2465 โดยซอยเป็นตอนย่อยๆ 12 ตอนๆ ละ 4 ม้วนภาพยนตร์ (หรือ) 3. นิยาย ทะแกล้วทหาร ๓ เกลอ ที่ลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารไทยหลายฉบับระหว่างปี 2478-85 (หรือ) 4. คำเรียกขานสามทหารเสือของสยามประเทศโดย พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอลงกฎ เสนาบดีกระทรวงกลาโหมเมื่อปี 2474 ว่าทะแกล้วทหารสามเกลอ โดยยกฉายา "ดาตาญัง" ให้พระยาทรงสุรเดช ผู้หล่อเหลา "ปอโธส" เป็นฉายาของพระยาพหลพลพยุหเสนา และ "อาโธส" สำหรับพระยาศรีสิทธิสงคราม ผู้เงียบขรึมแต่เฉียบขาด นักอ่านสามเกลอจะเลือกเชื่อว่ามาจากข้อไหน ก็สุดแต่ใจของแต่ละท่านเลยครับ Cr: http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=522
ทแกล้วทหารสามเกลอ (สะกดตามผดุงศึกษา)
อาหารสี่ชนิดนี้เป็นของแสลงของคนเป็นโรคอะไร? นักอ่านสามเกลอน่าจะตอบกันได้!!!
สาเกเชื่อม หูฉลาม ต้มเปรตปลาไหล ผัดเผ็ดปลากระเบน
ในตอนกลัวเมีย นิกรเล่าให้พลฟังว่าเขาบังเอิญเจอกิมหงวนที่สุขศาลาบางรัก ทิ้งปริศนาให้พล และนักอ่านสามเกลอเดาเอาเองว่าทั้งสองไปที่สุขศาลาทำไม ในหนังสือ Bangkok Almanac 1940 ได้ลงรายชื่อของโรงพยาบาลรักษาโรค สุขศาลา และสถานอนามัย ขนาดใหญ่ สำหรับชาวพระนครในตอนนั้นไว้ดังนี้ - รพ จุฬาลงกรณ์ ที่ศาลาแดง - รพ วชิระ ที่สามเสน - รพ กลาง ที่ข้างวัดโคก - รพ เซ็นต์หลุย ที่ถนนสาธร - รพ เนริสซิ่งโฮม ที่ถนนคอนแวนต์ - รพ ศิริราช ที่ท่าพระจันทร์ - รพ โรคจิต ที่คลองสาน - รพ โรคติดต่อ ที่คลองสาน ส่วนสุขศาลาและสถานอนามัย ดูในรูปประกอบนะครับ ปล มีผู้รู้แจ้งให้ทราบว่า สุขศาลาบางรักก็คือ รพ เลิศสิน นั่นเอง
ในตอนกลัวเมีย นิกรเล่าให้พลฟังว่าเขาบังเอิญเจอกิมหงวนที่สุขศาลาบางรัก ทิ้งปริศนาให้พล และนักอ่านสามเ…
เจ้าคุณปัจจนึกพินาศและเจ้าคุณกำแหงรณรงค์ พอเรียงมาถึงตอน ปีศาจคะนอง ก็น่าจะได้เวลาพูดถึงเจ้าคุณหัวล้านที่มีชื่อตัวว่าอู๊ด และมีราชทินนามว่า "ปัจจนึกพินาศ" เพราะว่าในตอนนี้มีการพูดถึงพ่อของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ชื่อเจ้าคุณกำแหงรณรงค์ ใน website ราชกิจจานุเบกษาได้ระบุไว้ว่าในสมัยต้นรัชกาลที่ 7 นายพันตรีหลวงกำแหงรณรงค์ ได้รับเครื่องราชฯ ชั้นจัตรถาภรณ์มงกุฎสยามและนายพันตรีพระปัจจนึกพินาศได้รับเครื่องราชฯ ชั้นเบญจมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งทั้งสองท่านรับราชการในกระทรวงกลาโหม ใน website เดียวกันยังระบุไว้ด้วยว่าสมัยที่ทั้งสองท่านมีบรรดาศักดิ์ว่าขุน (สมัยรัชกาลที่ 6) ทั้งสองก็รับราชการในกรมยุทธนาธิการ (กรมที่ดูแลทหารบกและทหารเรือ) เหมือนกันอีกด้วย ปล บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยแบ่งออกได้เป็น 8 ระดับ คือ 1. เจ้าพระยา 2. พระยา 3. พระ 4. หลวง 5. ขุน 6. หมื่น 7. พัน 8. นาย หรือ หมู่
เจ้าคุณปัจจนึกพินาศและเจ้าคุณกำแหงรณรงค์
นักบินชาติตะวันตก กับทหารอากาศของประเทศไทย ที่ดอนเมือง ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เครดิตอยู่ในรูป
นักบินชาติตะวันตก กับทหารอากาศของประเทศไทย ที่ดอนเมือง ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
ส่วนตัวคิดว่าบวกสี่ก็คือกามโรคทั่วๆไป ครับ แต่ในกระดานสนทนาสามเกลอเก่ามีคำตอบที่น่าสนใจมากเลย copy มาให้อ่านครับ "บวกสี่เป็นผลการตรวจโรคหนองในหรือที่เรียกว่า gonorrhea (โกโนเรีย)ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neiseria gonorrhea และพบว่ามีปริมาณเชื้อที่ว่านี้สูงมาก" และ "บวก4 คือระยะการฟักตัวของเชื้อ Neiseria gonorrhea ที่มีอยู่ในเลือด ซึ่งจะมีตั้งแต่ บวก1 บวก2 บวก3และบวก4 ซึ่งเชื้อนี้ทำให้เกิดการอักเสบตามกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลือง ข้อกระดูก ถ้าปล่อยไว้นานๆโดยไม่รักษาก็จะทำให้กระดูกผุ เป็นแผลเน่าตามตัว" ที่มา: http://www.samgler.org/webboard/01406.html
ส่วนตัวคิดว่าบวกสี่ก็คือกามโรคทั่วๆไป ครับ แต่ในกระดานสนทนาสามเกลอเก่ามีคำตอบที่น่าสนใจมากเลย copy ม…
ออสตินเก๋ง พ.ศ. 2483
ออสตินเก๋ง พ.ศ. 2483
เหล้า Black & White พ.ศ. 2480 สังเกตว่าสมัยนั้นยังไม่มีหมาขาว มีแต่หมาดำที่โลโก้
เหล้า Black & White พ.ศ. 2480
วิทยุซีเมนส์ พ.ศ. 2496
วิทยุซีเมนส์ พ.ศ. 2496
กล้องอักฟ่าคลิค ที่คนไทยกว่า 25,000 คน นิยมใช้ถ่ายรูป เมื่อพ.ศ. 2510
กล้องอักฟ่าคลิค ที่คนไทยกว่า 25,000 คน นิยมใช้ถ่ายรูป เมื่อพ.ศ. 2510
แบตเตอรี่รถยนต์ยี่ห้อไดมอนด์ พ.ศ. 2480
แบตเตอรี่รถยนต์ยี่ห้อไดมอนด์ พ.ศ. 2480
โฆษณาเปิดภัตตาคารห้อยเทียนเหลา พ.ศ. 2476
โฆษณาเปิดภัตตาคารห้อยเทียนเหลา พ.ศ. 2476
ตำนานแม่พังแป้น โดยทองแถม นาถจำนง คนกรุงเทพที่เป็นวัยรุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง คงจำช้างหลวงที่ชื่อเสียงโด่งดังชื่อ “แม่พังแป้น” ได้ สมัยโน้นโรงช้างหลวงอยู่ที่หลังโบสถ์วักพระแก้ว บริเวณ “ท่าช้างวังหลวง” ก็คือท่าน้ำที่เจ้าพนักงานช้างหลวงนำช้างลงไปอาบน้ำ ซึ่งถ้ามีรถรางแล่นมาพอดีกับเวลาที่ช้างลงอาบน้ำที่ท่าช้าง ช้างก็ต้องวิ่งไล่รถรางทุกครั้งไปจนเมื่อถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ช้างหลวงถูกประมูลขายไปเกือบหมด ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเล่าเรื่องแม่พังแป้นไว้ว่า “ผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มากที่สุด ก็เห็นจะได้แก่ช้างหลวงซึ่งยืนโรงอยู่ที่หลังโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้านั่นเอง พังแป้นเป็นช้างหลวงซึ่งขึ้นระวางมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อถึงปี 2474 นั้นมีอายุร้อยปีเศษแล้ว และเป็นที่นิยมนับถือของประชาชนทั่วทั้งกรุงเทพฯ ใครมีลูกอ่อนแอไม่แข็งแรง ก็เอาไปลอดใต้ท้องพังแป้น และให้พังแป้นเอางวงลูบไล้ตามเนื้อตัว บางทีพังแป้นก็เอางวงดูดน้ำแล้วพรมน้ำมนต์ให้ เด็กนั้นก็มักจะหายไข้เจ็บเลี้ยงง่ายและแข็งแรงดีต่อไป พังแป้นเป็นช้างรักเด็ก เด็กเข้าไปเล่นด้วยได้อย่างใกล้ชิดเสมอ ผมเองตกบ่ายกลับจากโรงเรียน ก็มักจะไถลแวะเข้าไปเล่นกับพังแป้นอยู่บ่อยๆ สู้อุตส่าห์เก็บค่าขนมไว้ซื้ออ้อยให้พังแป้นก็เคยทำ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ก็มีคำสั่งให้เอาช้างหลวงทั้งปวงรวมทั้งพังแป้นออกไปทำงานป่าไม้ในต่างจังหวัดเมื่อช้างซึ่งมีอายุถึงร้อยปีเศษต้องรับเคราะห์กรรมอย่างนั้น ความทารุณของระบอบประชาธิปไตยก็ประจักษ์แก่คนทั้งปวงสิทธิและเสรีภาพได้เกิดขึ้นแล้ว ความเสมอภาคได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ความเมตตากรุณานั้นหายไปเมื่อถึงวันที่จะต้องออกจากพระนคร พังแป้นก็เดินออกจากโรงมุ่งหน้าไปยังจังหวัดนนทบุรีพังแป้นเดินไปก็ร้องไห้ไป น้ำตาไหลอาบหน้าแต่พังแป้นก็มิได้ขัดขืน เพราะพังแป้นคงจะมีชีวิตอยู่มานานพอที่จะเข้าใจได้ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกาลตามสมัย แต่ที่เขตจังหวัดพระนครนั้นมีประชาชนชาวกรุงเทพฯ ไปรอส่งพังแป้นอยู่เนืองแน่น พอพังแป้นไปถึง ประชาชนก็เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังด้วยความสงสารและความอาลัยพังแป้นก็ร้องไห้ร่ำลาประชาชน เอางวงจับมือจับแขนคนที่เข้าไปหา หรือมิฉะนั้น ก็เอางวงโอบหลังกอดรัดแสดงความอาลัย ประชาชนเห็นดังนั้นก็เกิดเข้าใจในสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของตนขึ้นมาเฉยๆคือสิทธิที่จะแสดงความเมตตากรุณาต่อสิ่งที่ตนรักและสิทธิที่จะแสดงประชามติกำหนดการให้เป็นไปตามใจตน โดยไม่ต้องคำนึงว่าพระยาพหลฯ หรือรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นลูกของพระยาพหลฯ นั้น จะสั่งว่าอย่างไร เมื่อรู้ดังนั้นแล้ว ประชาชนก็เข้ากั้นขวางพังแป้นไว้ มิให้ออกไปจากกรุงเทพฯ พังแป็นก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้นรัฐบาลพระยาพหลฯ ได้ทราบถึงประชามติอันรุนแรงของประชาชนนี้เข้า ก็เปลี่ยนความคิดและถอนคำสั่ง อนุญาตให้นำตัวพังแป้นกลับเข้ามายืนโรงต่อไปตามเคย พังแป้นก็อยู่ในกรุงเทพฯ ต่อมาจนสิ้นอายุขัย มาล้มเอาเมื่อระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพานี้เองเพราะตอนนั้นดูเหมือนหญ้าที่จะเลี้ยงช้างขาดแคลน เนื่องจากการคมนาคมขนส่งไม่สะดวก เจ้าพนักงานต้องเอาทางมะพร้าวให้ช้างหลวงกิน พังแป้นผู้ซึ่งสูงอายุอยู่แล้ว ต้องกินทางมะพร้าวเป็นอาหารทุกวัน ก็ท้องผูกทนไม่ได้ มาล้มเอาตอนนั้น ดูเหมือนจะอายุร้อยห้าสิบปีเศษ” ยังมีตำนานพังแป้นอีกเรื่องหนึ่งพบในเฟสบุ้คของ “นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว” เรื่องนี้ต่างกับเรื่องของ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ อยู่หน่อยตรงเรื่องอายุของพังแป้น กับเรื่องตรงที่ว่า สิบโทชื่น เครือมิ ทหารชาวจังหวัดตาก ถวายช้างพังกำพร้าอายุ 2 ขวบแด่รัชกาลที่ 7 แล้วรัชกาลที่ 7 ทรงตั้งชื่อว่า “พังแป้น” นั้นดูจะขัดแย้งกับอายุจริงของ “พังแป้น” ที่ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ เล่าไว้มาก และท้ายบทความของ “นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว” ก็บอกไว้ว่า พังแป้นเกิดปี 2400 ล้มปี 2480 เรื่องที่ว่าสิบโทชื่น ทูลเกล้าถวายพังแป้นแด่รัชกาลที่ 7 จึงเป็นเรื่องผิดพลาดสับสนแน่นอน ส่วนเรื่องที่ว่า “พังแป้น” มีลูกบุญธรรมชื่อ “ชุบ” และเคยตกมันเหยียบเจ๊กลากรถตายนั้น ก็น่าสงสัยว่าคือ “แม่พังแป้น” ผู้อาวุโส หรือว่าสับสนเรื่องชื่อกับช้างพังเชือกอื่น อย่างไรก็ตาม เรื่องที่รัฐบาลประมูลขายช้างหลวงไปทำไม้ในต่างจังหวัดนั้นเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องที่ว่าแม่พังแป้นไปล้มสิ้นชีวิตที่จังหวัดนครสวรรค์ระหว่างเดินทางไปภาคเหนือหลังจากถูกประมูลขายไปแล้วนั้น อาจจะสับสนกับช้างเชือกอื่น ๆ ที่มา: https://siamrath.co.th/n/26178 ปล ช้างในรูปไม่ใช่แม่พังแป้น
ตำนานแม่พังแป้น
หน้าซีดเหมือนไก่ฟัก(ไข่) หรือ หน้าซีดเหมือนไก่(ต้ม)ฟัก??? กด ❤️ เลือกหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก(ไข่) กด 😮 เลือกหน้าซีดเหมือนไก่(ต้ม)ฟัก ไม่ใช่ทั้งสอง ไม่รู้ หรือไม่อยากเดากดถูกใจให้ก็พอครับ
หน้าซีดเหมือนไก่ฟัก(ไข่) หรือ หน้าซีดเหมือนไก่(ต้ม)ฟัก???
เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ตอนที่ 6 ส่วนตัวแล้ว ตอนกลัวเมียนี้ (กลางเดือนกรกฎาคม 2482) เป็นที่ตอนที่ตลกที่สุดตอนหนึ่งของสามเกลอ แถมมีครบทุกรส เหมาะสำหรับนักอ่านสามเกลอทุกเพศทุกวัย ภายในเรื่องมีการเปิดตัวนวลละออ และคลอ (https://bit.ly/37eom1z) นอกจากนั้นยังเป็นตอนที่กิมหงวนตกลงเป็นเพื่อนกับพลนิกร เป็นจุดเริ่มของคำว่า "สามเกลอ" ที่กินเวลายาวนานต่อมาอีกหลายสิบปี คำศัพท์สามเกลอในตอนนี้ประกอบด้วย อกอีแป้นแตก = คำอุทานแสดงความตกใจ ใช้กับผู้หญิง ย่อยกันออกไป = ทยอยกันออกไป ไม่ได้เจี๊ยะ แต่อั๊วเลี๊ยะแล้ว = เป็นกิ๊กกันแร้วววววววววว หยวนน่า = ยอมๆ ไปเถอะนะ ทำหน้าเหมือนวัตถุที่ตักแกง = ทำหน้าเหมือนจวัก รุสต๊อก = ขายเลหลังลดราคา เป็นที่น่าสังเกตว่า - ห้างพัชราภรณ์ ตั้งอยู่ที่ ถนนเจริญกรุง บางรัก - สองเกลอนัดแนะจะไปศรีราชาปลายเดือนกรกฎาคมนี้ (ตอนสามเกลอผจญภัย) - นวลละออชกมวยฝรั่งได้ขนาด สมาน ดิลกวิลาศ (https://bit.ly/2JhhmJp) และ สมพงษ์ เวชสิทธิ์ (https://bit.ly/2KNE7VQ) และเก่งกาจเหมือนอูลี่จู (https://bit.ly/3mAIelM) - ชื่อไทยของกิมหงวนคือ นพคุณ (https://bit.ly/2KP54sc) - มีมุกตลก พ่นควันเป็นรูปมังกรกัดกัน (https://bit.ly/2JgIb0m), อ้วนชนิดเสือเห็นต้องส่ายหน้าแล้วอมยิ้ม และ พังแป้น (https://bit.ly/2JkpCIx) - มีการพูดถึง แฮปปี้ฮอลล์ (https://bit.ly/3mkI7Lh), นิยายเรื่องผู้หญิง (https://bit.ly/3fKaAHN), ฮุนซุ่ยฮง (https://bit.ly/3q6NqAh), ราคาทองคำสมัยนั้น (https://bit.ly/3miJg5Y), เมนูอาหารจีน (https://bit.ly/3fLaa40), ทแกล้วทหารสามเกลอ (https://bit.ly/2Va6KOH), ของแสลงโรคบวกสี่ (https://bit.ly/2JabyS6), สุขศาลาบางรัก (https://bit.ly/3o8gCFp), เครื่องพิมพ์ดีดเรมิงตัน (https://bit.ly/3o4DW6R และ https://bit.ly/33pFJvm), ชวเลข (https://bit.ly/3q7WEML) กลัวเมีย ebook: http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=522 50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม: http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ตอนที่ 6
ใบหนาด หนาด เป็นพืชที่นิยมปลูกไว้หน้าบ้าน เพราะมีความเชื่อว่า หนาดไล่ผีหรือป้องกันผีไม่ให้มาหลอกหลอน ข้อเท็จจริงนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ยังเอาไว้ทำน้ำมนต์ ทั้งนำไปประพรมให้วัว ควาย กันผี และปลูกเอาไว้ใช้ทำยา ใบหนาดมีสรรพคุณยอดนิยมในการใช้เป็นยาคือ ใช้เป็นยาแช่ โดยต้มใบหนาดในน้ำให้กับแม่หลังคลอดและทารกได้แช่ ได้อาบ รวมทั้งให้แม่ลูกอ่อนดื่มกินด้วย ชาวบ้านเชื่อกันว่าผู้หญิงหลังคลอดลูกใหม่ๆเลือดจะเสีย การกินน้ำใบหนาดต้มจะช่วยบำรุงเลือด ช่วยขับน้ำคาวปลาให้แม่ ซึ่งใบหนาดเป็นยาร้อนจึงช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทั้งยังมีฤทธิ์แก้อักเสบจึงเหมาะกับแม่หลังคลอด ใบหนาดยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และการที่ใบหนาดมีน้ำมันมีน้ำมันหอมระเหยจึงช่วยกระตุ้นระบบประสาทและระบบการหายใจ ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้ต้มอาบให้แม่และทารกตอนคลอดใหม่ๆเท่านั้น ใบหนาดยังใช้ต้มอาบ หรือใช้เป็นยาอบ แก้ผดผื่นคัน รักษาอาการผิวหนังอักเสบ ช่วยทำให้ผิวสวย ลดปัญหาเรื่องผิวพรรณ ใช้ตำพอกฝีเพื่อแก้อักเสบ ใช้น้ำคั้นสดๆทาแผลสดเพื่อห้ามเลือดได้อีกด้วย หนาดเป็นยาร้อนและมีน้ำมันหอมระเหย จึงมีสรรพคุณในการช่วยย่อย แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด ช่วยขับลม แก้ปวดท้อง แก้หวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่ง โดยใช้ใบหนาดชงกินหรือต้มกิน หรือเคี้ยวกินใบสดๆหรือเคี้ยวกินกับใบพลูเพื้อแก้จุดเสียดแน่นก็ได้ ที่มา: http://realmetro.com/blumea-balsamifera/
ใบหนาด
ชั่วครู่เดียวที่หลงไป เจ็บปวดเหลือที่จะทน โฆษณายารักษาโรคหนองใน พ.ศ. 2481
ชั่วครู่เดียวที่หลงไป เจ็บปวดเหลือที่จะทน
โทรศัพท์สมัยอายผู้หญิง ทำจากพลาสติกชนิดหนึ่งเรียกว่า เบกาไลท์ โทรศัพท์รุ่นนี้เลิกผลิตไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะช่วงนั้นไม่ว่าโรงงานอะไรก็เปลี่ยนไปผลิตสิ่งของที่เกี่ยวกับสงครามกันหมด สนใจอ่านเพิ่มเติม: https://www.ericsson.com/en/about-us/history/products/the-telephones/the-bakelite-telephone-1931
โทรศัพท์สมัยอายผู้หญิง ทำจากพลาสติกชนิดหนึ่งเรียกว่า เบกาไลท์
โทรศัพท์สมัยพล นิกร กิมหงวน ทำจากพลาสติกชนิดหนึ่งเรียกว่า เบกาไลท์ โทรศัพท์รุ่นนี้เลิกผลิตไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะช่วงนั้นไม่ว่าโรงงานอะไรก็เปลี่ยนไปผลิตสิ่งของที่เกี่ยวกับสงครามกันหมด สนใจอ่านเพิ่มเติม: https://www.ericsson.com/en/about-us/history/products/the-telephones/the-bakelite-telephone-1931
โทรศัพท์สมัยพล นิกร กิมหงวน ทำจากพลาสติกชนิดหนึ่งเรียกว่า เบกาไลท์

บันทึกจากเพจชมรมนักอ่านสามเกลอ — รวบรวมไว้บน samgler.org เพื่อให้ค้นหาและอ่านย้อนหลังได้