Home Page
samgler connection members information discuss library misc. web board contact us

สามเกลอรายวัน

ฉบับเดือนกันยายน 2563รายวัน45 เรื่อง
ใหญ่ประกบใหญ่ โฆษณาปี 2526 เพื่อโปรโมทการเปิดสาขา Mc Donald ครั้งแรกในประเทศไทยที่อัมรินทร์พลาซ่า ก่อนจะเปิดจริงต้นปี 2528
ใหญ่ประกบใหญ่
20 ปี ป. อินทรปาลิต หนังสือเล่มเล็กๆ ที่แจกฟรี เป็นที่ระลึก 20 ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต หนังสือเล่มนี้อายุ 30 กว่าปีแล้วครับ
20 ปี ป. อินทรปาลิต หนังสือเล่มเล็กๆ ที่แจกฟรี เป็นที่ระลึก 20 ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต 20 ปี ป. อินทรปาลิต หนังสือเล่มเล็กๆ ที่แจกฟรี เป็นที่ระลึก 20 ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต 20 ปี ป. อินทรปาลิต หนังสือเล่มเล็กๆ ที่แจกฟรี เป็นที่ระลึก 20 ปีการจากไปของ ป. อินทรปาลิต
4 เรือดำน้ำของไทย พ.ศ. 2480 ไทยมีเรือดำน้ำขนาดเล็ก 4 ลำ (มัจฉาณุ, วิรุณ, สินสมุทร, พลายชุมพล) ซึ่งทั้งสี่ลำออกเดินทางจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น มาถึงพระนครเมื่อ 29 มิถุนายน 2481 ทำพิธีขึ้นระวางประจำการพร้อมกับเรือหลวงศรีอยุธยาในวันที่ 19 กรกฎาคม 2481 กองทัพเรือได้ใช้เรือดำน้ำชุดนี้ลาดตระเวนในสงครามอินโดจีน หลังจากเกิดยุทธนาวีที่เกาะช้าง พ.ศ. 2484 โดยทำการลาดตระเวนเป็น 4 แนวบริเวณหน้าฐานทัพเรือเรียม และใช้เวลาดำน้ำนานถึงลำละ 12 ชม เรือดำน้ำชุดนี้ได้ปลดระวางประจำการเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2494 เนื่องจากล้าสมัยและชำรุดทรุดโทรม
4 เรือดำน้ำของไทย
ภัตตาคารเยาวยื่น ๓ ภัตตาคารเยาวยื่นเป็นสถานที่หนึ่งที่เราคุ้นหูคุ้นตาจากการอ่านสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน พอเรียงลำดับมาถึงสามเกลอตอน "หยาดฟ้ามาดิน" ก็เลยขอถือโอกาสวกกลับพูดถึงเยาวยื่นอีกครั้ง สมัยสามเกลอถ้าเราเดินมุ่งหน้ามาทางสี่แยกราชวงศ์ ก่อนจะมาถึงภัตตาคารเยาวยื่น เราก็จะผ่านโรงหนังสองโรงที่อยู่ใกล้ๆ กันคือโรงหนังศรีเยาวราช(ตังบู้ไท้) และ โรงหนังศรีราชวงศ์ (ไซบู้ไท้) ติดกับโรงหนังศรีราชวงศ์ก็คือภัตตาคารเยาวยื่น เดินไปอีกหน่อยก็จะเป็นขี่จั่นเหลาภัตตาคารซึ่งโด่งดังจากเมนูเป็ดย่าง ถ้าเราเดินเลยสี่แยกราชวงศ์ไปหน่อยก็จะไปจ๊ะเอ๋กับภัตตาคารสีฟ้า จะเห็นได้ว่าเยาวราชยุคนั้นหรือยุคไหนก็มีของอร่อยๆ ให้กินอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ทำเวปไซด์มาจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลเกี่ยวกับภัตตาคารเยาวยื่นนั้นค่อนข้างจะคลุมเคลือ บ้างก็ว่าย้ายไปที่อื่น แต่ขายเฉพาะขนมจีบกับซาลาเปา บ้างก็ว่ายังอยู่ที่เดิม แต่เปลี่ยนชื่อเป็นภัตตาคารแชงกรีล่า จนเมื่อเร็วๆ นี้มีแฟนเพจท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่าภัตตาคารเยาวยื่นเป็นของทวดของเขาเอง เยาวยื่นไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็นแชงกรีล่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ เยาวยื่นปิดกิจการไปเพราะไม่มีคนทำต่อ ร้านที่สืบต่อจากเยาวยื่นคือร้านปิงปองที่ถนนพัฒนาการดูแลโดยหลานของเจ้าของเยาวยื่น ซึ่งก็คือคุณพ่อของแฟนเพจท่านนั้น แต่ร้านปิงปองก็ปิดไปนานแล้วเหมือนกัน สำหรับในปัจจุบัน โรงหนังศรีเยาวราชน่าจะกลายเป็นห้างทองโต๊ะกัง ส่วนบริเวณโรงหนังศรีราชวงศ์ ภัตตาคารเยาวยื่น และ ขี่จั่นเหลาบางส่วน น่าจะกลายเป็นอาคารกาญจนทัต โดยผมเข้าใจว่า โรงหนังศรีราชวงศ์ก็คือที่ตั้งของภัตตาคารแชงกรีล่าในปัจจุบัน ใครมีข้อมูลอื่นๆ ก็เพิ่มเติม แก้ไขได้นะครับ ปล 2 รูปบนคือบริเวณสี่แยกราชวงศ์ และโรงหนังศรีราชวงศ์ ในพ.ศ. 2493 (LIFE Magazine) ส่วนรูปล่างคือรูปอาคารกาญจนทัต โดยภัตตาคารแชงกรีล่าจะอยู่มุมขวาสุดของรูป 50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม: http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
ภัตตาคารเยาวยื่น ๓
ประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว สโลแกนหลักของรัฐบาลในสมัยอายผู้หญิงก็คือ "ประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว" ซึ่งประโยคนี้ถูกย้ำอยู่ซ้ำๆ ซากๆ ตลอดทุกช่วงเวลาในขณะนั้น จึงไม่แปลกเลยที่เราจะผ่านตาในหัสนิยายสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน อยู่บ่อยๆ จุดประสงค์หลักก็คงจะให้ประชาชนคนไทยในสมัยนั้น เห็นหน้าที่ที่เข้มแข็ง เห็นความสำคัญของทหาร ที่ทำตัวเป็นรั้วบ้าน ปกป้องดินแดนจากการรุกรานของชาติศัตรู ยิ่งสมัยนั้นมีศึกสงครามทั้งนอกบ้านในบ้าน ติดต่อกันแบบถี่ๆ สโลแกนนี้จึงค่อนข้างจะได้ผล และทำให้สโลแกนอื่นๆ ที่สอดคล้องกัน เช่นการสมัครไปร่วมรบ การทนุบำรุงกองทัพ ได้ผลตามไปด้วย จากรูปเป็นโฆษณาเบียร์ไทย โดยเน้นย้ำถึงความเป็นไทย และไม่ลืมที่จะเอ่ยถึงสโลแกนหลักอันนี้ ส่วนโคลงกระทู้บางส่วน โดยผู้แต่งที่ใช้นามแฝงว่า ชู เสาธงสุก ก็เป็นโคลงที่โด่งดังมากๆ ในสมัยนั้น 50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม: http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
ประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว
หัวล้าน 7 ชนิดแบบ มีภาพหลายมุมมอง เพิ่งเคยเห็น เลยต้องแชร์ ปล ในตอนสามเกลอจอมแก่นมีการพูดถึงว่าเจ้าคุณปัจจนึกหัวล้านแบบดงช้างข้าม (อันนี้อย่าไปซีเรียสนัก เพราะถ้าอ่านสามเกลอเยอะๆ จะทราบว่า ป. อินทรปาลิต ก็เปลี่ยนลักษณะหัวล้านของท่านเจ้าคุณกลับไปกลับมา) ที่มา: fanpage รู้ไว้ซะ
หัวล้าน 7 ชนิดแบบ มีภาพหลายมุมมอง เพิ่งเคยเห็น เลยต้องแชร์
ระโหยเมื่อตื่น = ล้อโฆษณาฮอร์ลิกส์ นุ่งผ้าลายวาสีก็เช่นเดียวกัน โปรดติดตามตอนต่อไป
ระโหยเมื่อตื่น  = ล้อโฆษณาฮอร์ลิกส์
ห้างเซ็นทรัลสีลม เปิดบริการพ.ศ. 2511 ถือเป็นสาขาที่ 2 ของเซ็นทรัล
ห้างเซ็นทรัลสีลม เปิดบริการพ.ศ. 2511 ถือเป็นสาขาที่ 2 ของเซ็นทรัล
คำถามชิงรางวัล โรงหนังโอเดียนเปิดโรงในเดือน มิถุนายน 2482 ด้วยการฉายหนังเรื่องโรบินฮู้ดผจญภัย ถามว่าเริ่มฉายวันแรกวันที่เท่าไร รางวัลคือหนังสือ 20 ปี ป. อินทรปาลิต สภาพตามรูป ให้คนที่ตอบถูกคนแรก (หรือตอบใกล้เคียงที่สุด ในกรณีที่ไม่มีใครตอบถูก) คำใบ้: อ่านสามเกลอตอนสามเกลอจอมแก่น รบกวนตอบใต้โพสนี้เท่านั้นนะครับ หมดเขตวันศุกร์นี้ 18:00น ขอบคุณที่ร่วมสนุกครับ
คำถามชิงรางวัล
เทศบาลเมืองตราด ประมาณพ.ศ. 2498
เทศบาลเมืองตราด ประมาณพ.ศ. 2498
มอเตอร์ไซค์ Triumph ของอังกฤษ นำเข้าโดย เทพนครพาณิช (เดิมเน้นขายจักรยานเป็นหลัก) ประมาณปีพ.ศ. 2500
มอเตอร์ไซค์ Triumph ของอังกฤษ นำเข้าโดย เทพนครพาณิช (เดิมเน้นขายจักรยานเป็นหลัก)
นางสาวไทย พ.ศ. 2496 และรองทั้งสี่ หมายเลข 10 ซ้ายสุดของรูปคือคุณ อมรา อัศวนนท์ ที่ต่อมากลายเป็นนักแสดงชื่อดังของเมืองไทย
นางสาวไทย พ.ศ. 2496 และรองทั้งสี่
สามเกลอเล่นว่าว จากเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี จะเป็นเวลาที่ลมตะวันออกเฉียงใต้หรือลมว่าวพัดแรง ชาวพระนครก็จะพากันไปพักผ่อนหย่อนใจชมการแข่งขันคว้าว่าวระหว่างว่าวจุฬาและว่าวปักเป้าทุกๆ เย็น การแข่งขันคว้าว่าวนี้จัดขึ้นทุกปีที่ท้องสนามหลวงหน้าพระบรมมหาราชวัง วิธีการเล่นก็คือพยายามคว้าให้อีกฝ่ายหนึ่งตกลงมาอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ป. อินทรปาลิต ได้เขียนสามเกลอเล่นว่าว โดยให้ พล นิกร กิมหงวนเข้าร่วมแข่งขัน (และเล่นพนัน) การคว้าว่าวที่ท้องสนามหลวง นอกจากที่นักอ่านสามเกลอจะได้ความสนุกสนานแล้ว ยังได้รับรู้บรรยากาศการคว้าว่าวที่ท้องสนามในเวลานั้นอีกด้วย ปล ภาพประชาชนชมการแข่งคว้าว่าวทั้งสองรูป (Cr: ธนากร รามมันท์) ประมาณปี พ.ศ. 2495 อ่านสามเกลอเล่นว่าวแบบ PDF => http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=405
สามเกลอเล่นว่าว สามเกลอเล่นว่าว สามเกลอเล่นว่าว
สรุปรายชื่อสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน จากปิยะมิตรรายวัน เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับนักสะสมและผู้ที่สนใจ Cr: สมาชิกชมรมนักอ่านสามเกลอท่านหนึ่ง
สรุปรายชื่อสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน จากปิยะมิตรรายวัน เผื่อจะมีประโยชน์สำหรับนักสะสมและผู้ที่สนใจ
ภัตตาคารเยาวยื่น ๒ รูปสีเป็นรูปภัตตาคารเยาวยื่นเมื่อพ.ศ. 2508 ซึ่งอยู่ติดกับโรงหนังศรีราชวงศ์ (LIFE Magazine) ส่วนรูปขาวดำเป็นรูปที่ถ่ายจากสี่แยกราชวงศ์เมื่อปีพ.ศ. 2491 แสดงให้เห็นที่ตั้งของโรงหนังศรีเยาวราชและศรีราชวงศ์ (Cr:เรือนไทย) เมื่อเราเรียงถึงตอนหยาดฟ้ามาดิน จะลงรายละเอียดถึงภัตตาคารเยาวยื่นอีกครั้งหนึ่ง
ภัตตาคารเยาวยื่น ๒
งานออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2496 เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่า สมัยสามเกลออายผู้หญิง (พ.ศ. 2482) ประเทศไทยเราออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลที่หน้าศาลากลางจังหวัดพระนครและธนบุรี ต่อมา (จากรูป) เป็นการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อพ.ศ. 2496 ที่สวนลุมพินี จะเห็นว่ามีคนไทยผู้นิยมหวยมาลุ้นกันเต็มไปหมด เผื่อว่าจะถูกรางวัลที่หนึ่งกับเขาบ้าง (จาก 50,000 บาทเมื่อพ.ศ. 2482 กลายเป็น 500,000 บาทตอนพ.ศ. 2496) ปล รูปสลากจาก kaidee.com
งานออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2496 งานออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2496 งานออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2496
บุหรี่ยอดนิยมในอดีต => กรุงทอง85 สามิต14 เกล็ดทอง พระจันทร์ รวงทิพย์ ภาพโฆษณาประมาณ 2503 ให้สังเกตการเน้น "มวนยาว ทันสมัย"
บุหรี่ยอดนิยมในอดีต => กรุงทอง85 สามิต14 เกล็ดทอง พระจันทร์ รวงทิพย์
ช็อกโกแล็ตสีม่วงจากอังกฤษ มีขายในไทยมานานแล้ว จากโฆษณาปีพ.ศ. 2480 ราคาอันละ 3 สตางค์ กระดาษห่อขนม 30 อันแลกของแถมได้ 1 ชิ้น
ช็อกโกแล็ตสีม่วงจากอังกฤษ มีขายในไทยมานานแล้ว
พ.ศ. 2499 สลากออมสินพิเศษหน่วยละ 20 บาท ปัจจุบันหน่วยละ 50 บาท มีสิทธิลุ้นโชคได้ 3 ปี เหมือนเดิม
พ.ศ. 2499 สลากออมสินพิเศษหน่วยละ 20 บาท ปัจจุบันหน่วยละ 50 บาท มีสิทธิลุ้นโชคได้ 3 ปี เหมือนเดิม
ใหญ่ประกบใหญ่ โฆษณาปี 2526 เพื่อโปรโมทการเปิดสาขา Mc Donald ครั้งแรกในประเทศไทยที่อัมรินทร์พลาซ่า ก่อนจะเปิดจริงต้นปี 2528
ใหญ่ประกบใหญ่
16 มีนาคม 2528 เปิดร้าน McDonald ครั้งแรกในไทย หลังจากมีข่าวลือว่าจะเปิดมาก่อนหน้านั้นหลายปี
16 มีนาคม 2528 เปิดร้าน McDonald ครั้งแรกในไทย หลังจากมีข่าวลือว่าจะเปิดมาก่อนหน้านั้นหลายปี
ห้างเซ็นทรัลสีลม เปิดบริการพ.ศ. 2511 ถือเป็นสาขาที่ 4 ของเซ็นทรัล
ห้างเซ็นทรัลสีลม เปิดบริการพ.ศ. 2511 ถือเป็นสาขาที่ 4 ของเซ็นทรัล
รายการสินค้าเด่นใน 7-11 จากโฆษณา 7-11 ปีพ.ศ. 2533 หลังจากเปิดกิจการในเมืองไทยได้หนึ่งปี
รายการสินค้าเด่นใน 7-11 จากโฆษณา 7-11 ปีพ.ศ. 2533 หลังจากเปิดกิจการในเมืองไทยได้หนึ่งปี
โฆษณาน้ำผลส้ม พ.ศ. 2481 จาก F&N ผู้ผลิตเครื่องดื่มเจ้าดังจากสิงคโปร์
โฆษณาน้ำผลส้ม พ.ศ. 2481 จาก F&N ผู้ผลิตเครื่องดื่มเจ้าดังจากสิงคโปร์
นมข้นหวานตราแหม่มทูนหัวของ Nestle ประมาณปี 250x
นมข้นหวานตราแหม่มทูนหัวของ Nestle
เหล้าตราแดง (Red Label) ขณะกำลังบุกตลาดประเทศไทย (สยาม) ใหม่ๆ เมื่อ พ.ศ. 247x
เหล้าตราแดง (Red Label) ขณะกำลังบุกตลาดประเทศไทย (สยาม) ใหม่ๆ เมื่อ พ.ศ. 247x
บริษัทไฟฟ้าสยามประกาศปรับราคารถรางสายราชวงศ์ ประมาณ พ.ศ. 2481
บริษัทไฟฟ้าสยามประกาศปรับราคารถรางสายราชวงศ์
ซิงเกอร์สปอร์ต รถยอดนิยมสำหรับวัยรุ่นเมื่อ พ.ศ. 2482
ซิงเกอร์สปอร์ต รถยอดนิยมสำหรับวัยรุ่นเมื่อ พ.ศ. 2482
กล่องพับ Zeiss Ikon รุ่น Simplex กล้องพกพายอดนิยม พ.ศ. 248x
กล่องพับ Zeiss Ikon รุ่น Simplex
ถังน้ำสังกะสี สมัยก่อนไทยผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากอังกฤษ ปล 70 บาทเมื่อ 80 กว่าปีมาแล้ว เทียบเป็นเงินปัจจุบันก็น่าจะประมาณหมื่นต้นๆ
ถังน้ำสังกะสี สมัยก่อนไทยผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้าจากอังกฤษ
โรงเรียนช่างตัดเสื้อวัดสุทัศน์ ในตอนหยาดฟ้ามาดิน พลได้พูดถึงการนิยมไทยว่าตัวเขาเองใช้ผ้าเชียงใหม่ตัดเสื้อนอก และตัดที่โรงเรียนช่างตัดเสื้อวัดสุทัศน์ ลองมารู้จักโรงเรียนช่างตัดเสื้อวัดสุทัศน์แบบคร่าวๆ กันดูนะครับ โรงเรียนช่างตัดเสื้อวัดสุทัศน์ ชื่อเต็มคือโรงเรียนวิสามัญอาชีพช่างตัดเสื้อวัดสุทัศน์ เป็นโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 (พร้อมโรงเรียนเพาะช่าง) โดยรัฐบาลตั้งใจจะให้คนไทยมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและประกอบอาชีพช่างตัดเสื้อ (สมัยนั้นช่างตัดเสื้อส่วนมากเป็นคนต่างชาติ) เมื่อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนสถานที่เดิมขยายต่อไปอีกไม่ได้ จึงมีการย้ายโรงเรียนมาที่ถนนนครสวรรค์ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนช่างตัดเสื้อพระนคร เมื่อ พ.ศ. 2504 ต่อมาโรงเรียนช่างตัดเสื้อพระนครได้พัฒนากลายมาเป็น วิทยาลัยชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร อย่างที่พวกเราคุ้นชื่อกันดี
โรงเรียนช่างตัดเสื้อวัดสุทัศน์
ธรณีสันฑะฆาต พระยาธรณีสันฑะฆาตในตอนหยาดฟ้ามาดิน หาใช่บุคคลที่มียศฐาบรรดาศักดิ์อย่างที่เราเข้าใจ แต่เป็นชื่อยาสมุนไพรในกลุ่มบรรเทาอาการท้องผูก ประกอบด้วย ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว ขิง ชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิง โกฐกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ 1 ส่วน ผักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักสิ่งละ 2 ส่วน เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงคุ์ การบูร หนักสิ่งละ 5 ส่วน รงทอง หนัก 4 ส่วน ยาดำ หนัก 20 ส่วน พริกไทยล่อน หนัก 96 ส่วน ที่มา: baanjomyut.com
ธรณีสันฑะฆาต
น้ำมันขี้โล้ สมัยก่อนผมเข้าใจว่าน้ำมันขี้โล้คือน้ำมันเก่าที่ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จนมาทำ www.samgler.org จึงค้นพบว่าน้ำมันขี้โล้ก็คือน้ำมันดีเซลประเภทหนึ่งนั่นเอง น้ำมันดีเซลหมายถึงน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล เป็นส่วนหนึ่งของน้ำมันดิบที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมัน (เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิน) ซึ่งเป็นน้ำมันที่เรียกว่า น้ำมันใส น้ำมันดีเซลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1) น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (Automotive Diesel Oil หรือ Gas Oil; ในท้องตลาดเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "น้ำมันโซล่า" ถ้าใช้กับเรือเดินสมุทรมักจะเรียกว่า Marine Gas Oil) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรอบหมุนเร็วที่ใช้กับยานยนต์ เช่น รถยนต์ รถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนักทุกชนิดที่มีรอบหมุนมากกว่า 1,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ประเภทนี้จำเป็นที่จะต้องใช้น้ำมันที่มีค่าซีเทนสูงและมีการระเหยเร็ว มิฉะนั้นแล้วเครื่องยนต์จะเคลื่อนที่ไม่สะดวก 2) น้ำมันดีเซลหมุนช้า (LSD; Low Speed Diesel Oil; ในท้องตลาดเป็นที่รู้จักกันว่า "น้ำมันขี้โล้" ถ้าใช้กับเรือเดินสมุทรมักจะเรียกว่า Marine Diesel Oil) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรอบหมุนปานกลางหรือรอบหมุนช้า (Industrial Diesel Oil) เช่น เครื่องยนต์ดีเซลขับส่งกำลัง ติดตั้งอยู่กับที่ตามโรงงานต่างๆ ซึ่งมีรอบการทำงานต่ำ ประมาณ 500 - 1,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ประเภทนี้ไม่ต้องการน้ำมันดีเซลที่มีค่าซีเทนสูงมากนัก และการระเหยอาจเป็นไปช้ากว่าได้ น้ำมันดีเซลหมุนช้าเป็นน้ำมันผสมระหว่างน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (Distillate Fuel) และน้ำมันเตา(Fuel Oil, FO หรือ Heavy Fuel Oil, HFO) ในอัตราส่วนที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์ ที่มา: ฟิสิกส์ราชมงคล
น้ำมันขี้โล้
สะพานช้างโรงสี คนที่ถูกด่าว่า "หน้าด้านสะพานช้าง" บ่อยที่สุดน่าจะเป็นนิกร เรามาดูที่มาของสำนวนไทยสำนวนนี้กัน สะพานช้างโรงสีปัจจุบันเราจะเห็นเป็นสะพานคอนกรีตสร้างข้ามคลองคูเมืองเดิม ตั้งอยู่บริเวณหลังกระทรวงกลาโหม ปลายสะพานอีกด้านหนึ่งคือบริเวณหน้ากระทรวงกระทรวงมหาดไทย สะพานช้างโรงสีสร้างเมื่อร.ศ.106 ในสมัยรัชกาลที่5 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยพระองค์แรก แต่เดิมเป็นสะพานไม้ซุงแข็งแรงแน่นหนา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังมีความจำเป็นต้องใช้ช้างสำหรับการศึกสงครามป้องกันและฟื้นฟูราชอาณาจักร จึงต้องมีสะพานลักษณะพิเศษ คือแน่นหนาแข็งแรงสำหรับช้างข้ามคลองคูเมืองเดิมเพื่อเข้าเขตราชธานี สะพานที่มีความแข็งแรงพอที่จะให้ช้างเดินข้ามได้จะเรียกว่าสะพานช้างทั้งสิ้น มีหลักฐานเกี่ยวกับสะพานช้างอยู่ 3 สะพานได้แก่ สะพานช้างวังหน้า ปัจจุบันเป็นที่ลาดของเชิงสะพานปิ่นเกล้า สะพานช้างปากคลอง ปัจจุบันคือสะพานเจริญรัช และสะพานช้างถนนบำรุงเมือง ซึ่งเป็นสะพานช้างที่เหลืออยู่เพียงสะพานเดียวเรียกกันว่า สะพานช้างโรงสี เหตุที่ได้ชื่อว่าช้างโรงสีเนื่องมากจากสะพานช้างนี้อยู่ใกล้กับโรงสีข้าวของฉางหลวงสำหรับพระนคร คนทั่วไปจึงเรียกว่า "สะพานช้างโรงสี" เพื่อให้รู้ถึงสถานที่ตั้ง สะพานช้างโรงสีแต่เดิมเป็นสะพานไม้ซุง ต่อมาได้รับการซ่อมเปลี่ยนแปลงรูปร่างมาหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือ เมื่อ พ.ศ. 2453 ขณะสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระมหาดไทย ได้โปรดให้บูรณะสะพานเป็น คอนกรีตเสริมเหล็ก ปลายสะพาน 4 มุมประดับรูปหัวสุนัขมีอักษรบอกศักราช 129 เป็นสัญลักษณ์ของปีที่ซ่อมสะพาน ซึ่งตรงกับปีประสูติของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ใน พ.ศ.2518 กรุงเทพมหานครปรับปรุงและขยายสะพานได้พยายาม คงลักษณะรูปแบบเดิมไว้แต่เปลี่ยนโครงสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กและลูกกรงปูนหล่อโปร่งเบา ที่เสาปลายราวสะพานมีรูปสุนัขหมายถึงปีจอซึ่งเป็นปีที่สร้างสะพานนี้ สรุป ทำไมหน้าด้านต้องเหมือนสะพานช้าง(โรงสี) คงจะเป็นเพราะสมัยสามเกลอตอนต้น สะพานช้างโรงสีนั้นเป็นสะพานไม้ซุง แข็งแรง แน่นหนามาก ช้างสามารถเดินผ่านไปมาได้ เป็นการเปรียบเทียบหนังหน้าของคนไทยสมัยนั้นได้เจ็บปวดที่สุดแล้ว ที่มาของรูป : หนังสือสะพานเก่ากรุงเทพ ที่มาของเรื่อง: ศูนย์ข้อมูลเกาะรัตนโกสินทร์
สะพานช้างโรงสี
รวมภาพร้านปากหวานของชาวอินเดีย เดาว่าเจ้าของร้านต้องชื่อนายห้างปากหวานใจใหญ่ (หรือใจดี) แน่นอน Cr: เจริญ ตันมหาพราน fanpage
รวมภาพร้านปากหวานของชาวอินเดีย เดาว่าเจ้าของร้านต้องชื่อนายห้างปากหวานใจใหญ่ (หรือใจดี) แน่นอน รวมภาพร้านปากหวานของชาวอินเดีย เดาว่าเจ้าของร้านต้องชื่อนายห้างปากหวานใจใหญ่ (หรือใจดี) แน่นอน รวมภาพร้านปากหวานของชาวอินเดีย เดาว่าเจ้าของร้านต้องชื่อนายห้างปากหวานใจใหญ่ (หรือใจดี) แน่นอน รวมภาพร้านปากหวานของชาวอินเดีย เดาว่าเจ้าของร้านต้องชื่อนายห้างปากหวานใจใหญ่ (หรือใจดี) แน่นอน
นึกว่ามีแต่ในสามเกลอ มีคนเดินแบบนี้จริงๆ เหรอ 555
นึกว่ามีแต่ในสามเกลอ มีคนเดินแบบนี้จริงๆ เหรอ 555
เต้ยเลย มาเริ่มจากความหมายกันก่อน ตัดทอนมาจากหนังสือภาษาไทยไขขาน โดย ศ. จำนงค์ ทองประเสริฐ "...คุณเฉลิม ยงบุญเกิด ได้อธิบายไว้ดังนี้ 'ว. เลิศ, วิเศษ, เยี่ยม, บางคนเห็นว่า “เต้ย” มาจากภาษาแต้จิ๋ว “เต้ยอิ้ด” แปลว่า “ที่ ๑” แต่ตัดตัว “อิ้ด” ออกเสียเหลือ “เต้ย” เพียงคำเดียว ข้าพเจ้า (คุณเฉลิม) เห็นว่าน่าจะมาจากภาษาพูด “โต้ย” มากกว่า “โต่ย” แปลว่า “แข็ง” มักใช้กันในการเล่นหมากรุกจีน ถ้าใครเล่นเก่ง คนจะยกนิ้วหัวแม่มือชูขึ้นแล้วร้องว่า “โต่ยซี่” แปลว่า “แข็งมาก” แต่ภาษาปากที่คนสมัยก่อน ๆ ชอบพูดว่า “เต้ยเลย” หรือ “โอเค เต้ยเลย” นั้นคงไม่ได้หมายความว่า “แข็งเลย” หากหมายถึง “เลิศ, วิเศษ, เยี่ยม, ยอด” อย่างสมัยนี้เราอาจพูดว่า “ยอดเลย” “เยี่ยมเลย” หรือ “วิเศษเลย” นั่นเอง.' ..." เต้ยเลยนั้น ใช้แพร่หลายมานานก่อน ป. อินทรปาลิตเริ่มเขียนสามเกลอหลายสิบปี ส่วนมากถือว่าเป็นภาษาจำอวด (เช่น ยักท่า ยกล้อ หรือ ฉึ่งจัง เป็นต้น) นิยมใช้กันในหมู่ชนชั้นกลางลงไป อย่างไรก็ตามคำแปลกๆ ที่ประชาชนพูดติดปากกัน บางทีก็กลายมาเป็นภาษาที่ใช้เป็นภาษามาตราฐานหรือภาษาราชการ เช่นคำว่ายักท่า เป็นต้น ส่วนเต้ยเลยนั้นปัจจุบันคงจะเป็นที่คุ้นหูกันเฉพาะนักอ่านสามเกลอ
เต้ยเลย
ในตอนหยาดฟ้ามาดิน ปากกาหมึกซึมเอฟเวอร์ชาร์ปของสองเกลอด้ามละสิบกว่าบาท (แปลงเป็นเงินไทยหลายพันบาทในสมัยนี้) โดนขโมยไป จนใจจะหาโฆษณาภาษาไทยส่วนตัวที่ผมมีและที่คนส่งมาให้ ที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมมีเป็นปากกาหมึกซึมยี่ห้อเอฟเวอร์ลาสต์ และ เอฟเวอร์ไรท์ ครั้นจะมั่ว ก็กลัวคนจับได้ เลยไปจิ๊กของฝรั่งมาดีกว่า (Print Ads 194x) ผมว่าดูไฮโซเหมาะสมกับพลนิกรดี
ในตอนหยาดฟ้ามาดิน ปากกาหมึกซึมเอฟเวอร์ชาร์ปของสองเกลอด้ามละสิบกว่าบาท (แปลงเป็นเงินไทยหลายพันบาทในสม… ในตอนหยาดฟ้ามาดิน ปากกาหมึกซึมเอฟเวอร์ชาร์ปของสองเกลอด้ามละสิบกว่าบาท (แปลงเป็นเงินไทยหลายพันบาทในสม…
25 กันยายน เมื่อ 22 ปีมาแล้ว ผมลองให้คนที่มาเยี่ยมชม samgler.org ลงชื่อและเขียนข้อความไว้อาลัย ครบรอบการจากไปของ ป. อินทรปาลิต มีคนมาเขียนข้อความไว้อาลัยและชื่นชมท่านเกือบ 150 คน ใครสนใจก็ลองเข้าไปอ่านดูได้ครับ ทุกข้อความไม่มีปรุงแต่งอะไร ออกจากใจคนรักสามเกลอล้วนๆ http://www.samgler.org/adore.html
25 กันยายน เมื่อ 22 ปีมาแล้ว ผมลองให้คนที่มาเยี่ยมชม samgler.org ลงชื่อและเขียนข้อความไว้อาลัย ครบรอ…
เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ตอนที่ 4 ป. อินทรปาลิตเริ่มเครื่องติดแล้ว ความนิยมในหัสนิยายชุดนี้ก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากความถี่ของการออกหนังสือสามเกลอ สำหรับตอนสามเกลอจอมแก่น (เดิมชื่อสองเกลอจอมแก่น) มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะงานวันชาติ (https://bit.ly/2S26qAj) การเดินทางของสองเกลอไปยังสถานที่ต่างๆ ก็จะถูกเขียนไว้โดยละเอียด เช่น ตลาดยอด (https://bit.ly/3iZ91H3) โรงหนังน่ำแช (https://bit.ly/362NFEU) สะพานนรรัตน์สถาน(https://bit.ly/337rXxO) และโรงหนังโอเดียน (https://bit.ly/3jbobc4) เป็นต้น ทำให้ตอนนี้กลายเป็นตอนที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกตอนหนึ่งโดยที่ผู้เขียนอาจจะไม่ได้ตั้งใจ คำศัพท์สามเกลอในตอนนี้ประกอบด้วย กะไหล่ = เคลือบสิ่งที่เป็นโลหะด้วยเงินหรือทอง เช่นพานกะไหล่ทอง แยกธาตุ = เปลี่ยนสิ่งของให้เป็นเงินทอง หรือเอาของไปจำนำ ซวยกาลุดม้อ = ซวยมาก เต๊าะ = จีบ เป็นที่น่าสังเกตว่า - ชื่อเต็มกิมหงวนคือ กิมหงวน ไทยเทียม - นิกรมีบทบาทเป็นกระดิ่งทอง (https://bit.ly/3j7Q8Sn) เป็นครั้งแรก - เจ้าคุณปัจจนึกหัวล้านประเภทดงช้างข้าม (https://bit.ly/36iEVui) และล้านมากกว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ - มีมุกกระบังลมเคลื่อน (https://bit.ly/3kDIteG) อะบิสซิเนีย (https://bit.ly/3i13SwO) โอ้ละเห่(https://bit.ly/3iYvOmk) และไม่ลอกไม่ดำ (https://bit.ly/367QV1N) - มีการพูดถึงผ้าเช็ดหน้าปีระมิด (https://bit.ly/330qclG) ประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้ว (https://bit.ly/3j8NThw) จีนไทยพี่น้องกัน(https://bit.ly/32WeVDc) ต้นขั้วลอตเตอรี่ (https://bit.ly/2Se8Uf1) เรือเขียว(https://bit.ly/3679ZgC) และส้มฟัก (https://bit.ly/365C6gq) สองเกลอจอมแก่น ebook: http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=520 50 อันดับแรกของสามเกลอชุดวัยหนุ่ม: http://www.samgler.org/yahoo/Sort/
เรียงลำดับสามเกลอชุดวัยหนุ่มแบบ e-book ตอนที่ 4
ผมกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับห้างไวท์อเวย์ ยุคพล นิกร กิมหงวน ไปเจอภาพนี้จาก website นสพ ข่าวสด (มีลายน้ำเป็นเครดิตเจ้าของรูป) มีใครทราบไหมครับ ว่าภาพนี้ถ่ายประมาณยุคไหน (ร6 ร7 หรือ ร8) ขอบคุณมากครับ
ผมกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับห้างไวท์อเวย์ ยุคพล นิกร กิมหงวน ไปเจอภาพนี้จาก website นสพ ข่าวสด (มีลาย…
ห้างไวท์เอเวย์ เลดลอว์ (Whiteaway Laidlaw) เจ้าของคือ Robert Laidlaw ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าผ้าในประเทศอังกฤษ เมื่ออายุได้ 21 ปี ได้ย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย และเริ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าที่นั่นเมื่ออายุได้ 26 ปี ห้างไวท์เอเวย์ตอนแรกเน้นตัดและขายเสื้อผ้า ต่อมาได้ขยายกิจการเป็นนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่าย และได้ขยายสาขาไปทั่วอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง มาเลเซีย สิงค์โปร์ และประเทศไทย เท่าที่อ่านเจอในเรือนไทย ห้างไวท์เอเวย์ มาเปิดสาขาในเมืองไทยสมัยรัฐกาลที่ 6 (พ.ศ. 2462) โดยตั้งอยู่ที่หน้าไปรษณีย์กลาง สินค้าที่ขายในสาขาไทยก็เหมือนห้างสรรพสินค้าทั่วไปในสมัยนั้นละครับ เน้นสินค้านำเข้าจาก ตปท ผมรวบรวมโฆษณาของห้างในยุคอายผู้หญิงมาจากหลายแหล่งมาให้ดูเล่นกัน Cr ภาพ: เรือนไทย (สังเกตว่ามีป้ายโฆษณาบุหรี่การ์ริคด้วย)
ห้างไวท์เอเวย์ เลดลอว์ (Whiteaway Laidlaw)
มุกตลกในตอนหยาดฟ้ามาดิน เมื่อสองเกลอพาสาวไปดูหนังเรื่องโรบินฮู้ดผจญภัย ที่โรงหนังโอเดียน ได้พบกับหนุ่มไทยหัวนอกที่พูดไทยคำอังกฤษสองคำ เลยทำการกลั่นแกล้งให้อับอายขายหน้า เป็นที่มาของมุกที่ฮาที่สุดมุกหนึ่งในสามเกลอตอนนี้ จากภาพที่ผมแค๊ปมาจาก ebook ของสามเกลอชุดวัยหนุ่มตอนนี้ คำที่ขีดเส้นใต้สีแดง ไว้อะเวย์เลทลอร์ เป็นชื่อห้างสรรพสินค้า (https://bit.ly/3cDNLUY) ส่วนคำที่ขีดเส้นใต้สีน้ำเงิน เอามาจากใบปลิวโฆษณาเปิดโรงหนังโอเดียนในวันนั้นนั่นเอง (https://bit.ly/3cCPmtX) เราจะเห็นว่า ป. อินทรปาลิต สามารถโยงเอาสิ่งต่างๆ รอบตัวคนไทยสมัยนั้นที่เป็นภาษาอังกฤษมาเขียนให้ขำ โดยคนอ่านผ่านๆ จะรู้สึกเหมือนท่านหยิบคำอังกฤษมามั่วๆ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ป. อินทรปาลิตมีความรู้ภาษาอังกฤษดีมากทีเดียว ที่มา: http://www.samgler.org/yahoo/jump.cgi?ID=521
มุกตลกในตอนหยาดฟ้ามาดิน
งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๑ ผู้เขียน: ส. พลายน้อย ผู้พิมพ์: Wathida Manapongpun ตามคติของคนไทยเมื่อทำอะไรสำเร็จก็ชอบที่จะมีการฉลองเช่นปลูกเรือนสร้างวัดใหม่เสร็จแล้วก็ต้องมีการทำบุญการละเล่นรื่นเริงอะไรต่างๆ เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยและพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามตามความประสงค์เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายนพ.ศ ๒๔๗๕ เป็นการชั่วคราวแล้ว ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ และในการพระราชทานรัฐธรรมนูญครั้งนั้นทางราชการเห็นว่าควรจะมีการฉลองให้ครึกครื้นสมกับเป็นงานสำคัญของชาติ งานฉลองรัฐธรรมนูญจึงได้เกิดขึ้น การพระราชทานรัฐธรรมนูญและการฉลองรัฐธรรมนูญครั้งแรกได้ผ่านไปแล้วถึง ๖๘ ปี (นับถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๓) ก็คงจะลืมเลือนกันไปบ้างซึ่งขอทบทวนเหตุการณ์ครั้งนั้นให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง งานพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญเริ่มขึ้นในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม มีพระสงฆ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะเจริญพระพุทธมนต์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ทรงเป็นประธาน ครั้นถึงเวลาบ่ายก่อนพระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องต้นขัตติยราชวราภรณ์อย่างวันเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคมประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร พระบรมวงศานุวงศ์ คณะทูต ข้าทูลละอองธุลีพระบาทเฝ้าตามตำแหน่ง เมื่อสุดเสียงประโคมแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้อาลักษณ์อ่านคำประกาศดำเนินกระแสพระบรมราชโองการพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราอาณาจักรสยามจบแล้วมหาอำมาตย์โทพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) นายกรัฐมนตรีเชิญฉบับพระธรรมนูญน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย ครั้นได้อุดมมงคลฤกษ์โหราธิบดีลั่นฆ้องชัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามแด่มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาพิชัยญาติ (ดั่นบุนนาค) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสนั้นชาวพนักงานประโคมสังข์และดุริยางค์ กองทหารถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค ๑๐ นัดทหารบกทหารเรือยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ ๒๑ นัดและตามพระอารามต่างๆ ทั่วพระราชอาณาจักรย่ำระฆัง เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรรับพระราชทานฉบับพระธรรมนูญแล้ว ได้เชิญไปยืนที่ลานพระที่นั่งอนันตสมาคมทิศใต้พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกสีหบัญชรทักษิณพระที่นั่งอนันตสมาคม ครั้นสุดเสียงประโคมแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศดำเนินกระแสพระบรมราชโองการพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม จบแล้วประธานสภาผู้แทนราษฎรชูพานฉบับพระธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับ พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ ๑๐ ธันวาคมเป็นเรื่องที่สำคัญส่วนวันที่ ๑๑ – ๑๒ ธันวาคมนั้นเป็นเรื่องของการฉลอง โดยเฉพาะการแสดงมหรสพนั้นมีทั้งโขน ละคร ลิเก เพลงจำอวด งิ้ว ภาพยนตร์ จัดแสดงที่ท้องสนามหลวงเริ่มเวลา ๑๙.๐๐ น. ถึง ๒๔.๐๐ น. ตั้งแต่วันที่ ๑๐ – ๑๒ ธันวาคม และตอนเที่ยงคืนมีจุดดอกไม้ไฟทุกคืน นอกจากนี้ที่บริเวณหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมกระทรวงกลาโหมจัดแตรวงบรรเลง และกระทรวงวังบรรเลงพิณพาทย์หลวงตั้งแต่เวลาเย็นจนถึงเที่ยงคืนทุกคืน ตามที่กล่าวมานั้นเป็นการสรุปย่อพอให้เห็นว่างานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มต้นมาอย่างไร กล่าวกันตามความเป็นจริงคนในสมัยปี พ.ศ.๒๔๗๕ ยังเรียกรัฐธรรมนูญไม่ค่อยถูก ยิ่งเป็นคนแก่ด้วยแล้วว่ากันให้ยุ่งไปหมด และในสมัยที่งานฉลองรัฐธรรมนูญใหม่ๆ คนไทยก็ออกจะตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นงานใหญ่ที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน ได้มีงานสนุกเพิ่มขึ้นอีกงานหนึ่งก็ดีใจ ในครั้งนั้นคุณป้าคุณยายแกนึกจะตีลูกตีหลานแกเป็นการใหญ่สักทีหนึ่ง แกก็จะพูดว่า “ประเดี๋ยวแม่ก็ฉลองลูกมะนูนเสียหรอก” คนที่ชอบพูดคำนี้แกชื่อป้าแมว เป็นแม่เพื่อนผู้เขียน การที่คนเฒ่าคนแก่เรียกรัฐธรรมนูญว่า “ลูกมะนูน” นั้นฟังๆ ดูก็แปลกดี ที่จะเรียกไม่ถูกก็เพราะเป็นของใหม่และไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรด้วย ตอนที่ผู้เขียนเรียนอยู่ชั้นประถมครูเอารูปพานรัฐธรรมนูญใส่กรอบมาแขวนไว้ที่เสาให้นักเรียนดูนอกจากพานรัฐธรรมนูญก็มีรูปเสายอดทรงมันอีกหกต้นขนาบอยู่ข้างละสามต้น แต่ละต้นมีอักษรเขียนไว้ว่า เสรีภาพบ้าง ภราดรภาพบ้าง หรืออะไรจำไม่ได้ เพราะไปนึกเปรียบพานรัฐธรรมนูญกับรูปนางเงือกที่ถือพานผ้าไตรที่เป็นธงกฐินว่าเหมือนกัน ตอนนั้นยังแยกไม่ออกว่าพานผ้าไตรกับพานรัฐธรรมนูญต่างกันตรงไหน เรื่องนี้อย่าว่าแต่เด็กนักเรียนชั้นประถม ๓,๔ อย่างผู้เขียนเลย ผู้ใหญ่เองก็ยังไม่เข้าใจ ในสมัยแรกที่มีงานฉลองรัฐธรรมนูญนั้น ทางราชการต้องการให้ประชาชนรู้จักรัฐธรรมนูญ จึงให้เชิญรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในสมุดไทยเล่มยาวๆ ใส่พานออกมาประดิษฐานไว้ที่ปะรำหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อให้ประชาชนได้เคารพหรือแนะนำให้รู้ว่านี่แหละคือรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้มีเกร็ดขำขันเล่ากันว่า มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินผ่านไปทางที่ประดิษฐานรัฐธรรม ในทันทีนั้นแกก็สะกิดบอกกับสหายที่เดินไปด้วยกันว่า “อ๋อ รัฐธรรมนูญน่ะหรือ ข้าเพิ่งรู้จักเดี๋ยวนี้เอง รัฐธรรมนูญก็คือพานทองสองชั้นวางคัมภีร์ของท่านอาจารย์ไว้สำหรับเทศน์น่ะเอง” นี่ยังดีที่รู้จักคำว่า “รัฐธรรมนูญ” ไม่เหมือนป้าแมวที่เรียกเป็น “ลูกมะนูน” เรื่องนี้ดูเหมือนจะลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สมัยนั้นเสียด้วยซ้ำ ในสมัยที่ไทยได้รัฐธรรมนูญมาใหม่ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นของแปลกของโก้ เหมือนอย่างเด็กได้ของเล่นมาใหม่ๆ ก็ลูบคลำเล่นทุกวัน ในสมัยแรกๆ ที่มีงานได้เอารัฐธรรมนูญมาตั้ง มีทหารยืนยามถือปืนเป็นสง่า ทำเหมือนกับว่าจะมีคนมายื้อแย่งไปอย่างนั้น ทำให้ดูน่ากลัวมากกว่าน่าเข้าใกล้ ในต่างจังหวัดก็ไม่น้อยหน้ากรุงเทพฯ อุตส่าห์จำลองรูปพานรัฐธรรมนูญ ตั้งไว้ มีตำรวจทหารยืนขาแข็งระวังตรงกันตลอดเวลาขั้นต่อมาจะเห็นว่าคนไทยรู้จัก “พานรัฐธรรมนูญ”กันดีแล้วหรืออย่างไรไม่ทราบ ได้เลิกธรรมเนียมนี้เสีย ถ้าใครอยากดูก็มาดูได้ที่ถนนราชดำเนินกลาง เพราะได้สร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีรูปพานรัฐธรรมนูญไว้ด้วยแล้ว (มีต่อ...)
งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๑
งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๒ ผู้เขียน: ส. พลายน้อย ผู้พิมพ์: Wathida Manapongpun ...เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญปีที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๖ นั้นบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายก็พากันตื่นรัฐธรรมนูญไปกับเขาเหมือนกัน คือพากันติดรูปพานรัฐธรรมนูญที่อกเสื้อให้เกร่อ ไปหมดสมัยนั้นทำให้พวกพ่อค้าร่ำรวยขึ้นมาอีกหน่อย มีร้านขายสินค้าของชาวจีนแถวสี่กั๊กเสาชิงช้าเขียนป้ายติดไว้ที่หน้าร้านว่า “ใครซื้อของร้านนี้จะได้แถมพกเข็มรัฐธรรมนูญงามๆ จ้า” คนไทยที่มีหัวพานรัฐธรรมนูญหน่อย ก็พากันอุดหนุนเพื่อจะได้ของแถมและเป็นการทำตนให้เป็นคนทันสมัย เป็นคนรู้จักพานรัฐธรรมนูญกับเขาด้วย การจัดฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้จัดให้มีงานหลายแห่ง คือ ที่วังสราญรมย์ ท่าราชวรดิษฐ์ และที่เขาดินวนา ในปีนี้จัดให้มีหลายวัน จะเป็นเพราะมีคนอยากเห็นพานรัฐธรรมนูญนานๆ หรืออย่างไรไม่ทราบ จึงเริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พวกขายอาหารไปตั้งร้านขายกันตั้งแต่วันนี้แล้ว และไปหมดงานเอาวันที่ ๑๒ ธันวาคม ก็ครึ่งเดือนพอดี แถวหน้ากำแพงพระบรมมหาราชวังมีร้านอาหารเต็มไปหมด บริเวณสนามราษฎร์คือตอนหน้าศาลอาญาเก่าหรือเหนือศาลหลักเมืองขึ้นไป เต็มไปด้วยร้านขายสุรา ติดป้ายชื่อเกลื่อนไปทีเดียว สมัยนั้นสุราดีๆของไทยยังไม่ค่อยมี มีแต่ของฝรั่งราคาก็แพงพวกที่รู้จักแต่พานรัฐธรรมนูญไม่มีปัญญาจะซื้อกิน จึงต้องเหเข้าร้านเหล้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเภท “ยองดา” ใส่โหลไว้คำว่า “ยองดา” เป็นคำผวนทำชื่อให้เป็นฝรั่งเสียหน่อยที่แท้ก็ยาดองนั่นเองเขาตั้งชื่อกันแปลกๆ เช่น ยองดาลืมกังวล ยองดาแสนสุข ยองดาปลื้มจิต ยองดาหลับสบาย ใครกินขนานไหนเข้าไปก็ได้ผลเหมือนกันทั้งนั้น คือเมาแประไป ในสมัยก่อนนั้นทางราชการมีวันรัฐธรรมนูญอยู่สองวันคือวันที่ ๒๗ มิถุนายน ถือเป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เกิดมีวันชาติ ๒๔ มิถุนายนเข้ามาอีกพวกเราเหล่านักเรียนก็ชอบใจเพราะได้หยุดรวมกันเป็นสองวันและเมื่อถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ก็ได้หยุดวันรัฐธรรมนูญอีกหนึ่งวัน แต่ต่อมาภายหลังวันรัฐธรรมนูญชั่วคราวเลิกไปและวันชาติก็พลอยเลิกตามไปด้วยให้หยุดเฉพาะวันที่ ๑๐ ธันวาคมเพียงวันเดียว ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นวันถวายสักการะพระบรม ราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย งานฉลองรัฐธรรมนูญนั้นทวีความสนุกและมีของแปลกๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เริ่มมีการขว้างลูกปากันขึ้น แต่แล้วก็ถูกห้ามเพราะนอกจากจะทำให้รกสกปรกแล้ว ลูกปายังไปติดผมของพวกผู้หญิงทำให้ไม่สวยงาม และในปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ธงไทยกับธงจีนประดับเคียงคู่กัน ซึ่งในสมัยก่อนไม่เคยปรากฏ การแห่รถก็ได้เริ่มมีมาแล้วในสมัย นี้มีการแต่งรถแห่รถหลายอย่าง บ้างก็ทำเป็นรูปพญานาค รูปเรือรบ รถเกราะ รถไฟแฮนโนแมคที่พวกกบฏปล่อยชนขบวนรถป.ต.อ. และที่ผู้คนเฮฮาพากันเดินตามดูเป็นพิเศษก็คือ ขบวนแห่ของคณะระบำเก้าชั้น เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ในสมัยนั้นแล้วก็มีเรื่องขำขันน่าคิดหลายอย่าง เพราะเหตุการณ์ในสมัยนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องที่แปลกหูแปลกตาคนไทยมาก เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันคนไทยกับตัวไม่ทัน ฉะนั้นการที่คนไทยไม่รู้จักรัฐธรรมนูญจึงเป็นของควรอภัย แม้แต่ผู้แทนราษฎรเป็นอย่างไร คนส่วนมากก็ยังไม่รู้จักไม่เข้าใจมีเรื่องเล่ากันแบบขำขันว่าในสมัยนั้นพระยาเทพหัสดิน อดีตแม่ทัพไทยสมัยสงครามโลกครั้งแรกได้เป็นผู้แทนด้วย มีคนที่รู้จักพระยาเทพหัสดินชี้ให้คนแก่คนหนึ่งดูแล้วบอกว่า นั่นยังไงล่ะผู้แทนราษฎร คุณยายนั่นถึงกับอุทานออกมาว่า “หา ! ผู้แทนราษฎรมีหนวดด้วยหรือ” ในงานฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมร้านต่างๆ ทั่วบริเวณวังสราญรมย์ ในครั้งนั้นได้ประทับรถลาก มีนายร้อยโท ณ เณรตาลลักษณ์ แต่งเครื่องยศทหารบกเป็นผู้ลาก ทำให้ผู้คนที่ไปเที่ยวงานมีความปีติปราโมทย์สนุกสนานเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะโอกาสที่จะได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสงานเช่นนั้นหาได้ยาก และเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เสด็จประพาสเช่นนั้น เพราะต่อมาได้เสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระเนตร ณ ประเทศยุโรป และทรงสละราชสมบัติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ นี้นอกจากงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้วยังมีงานพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ หลังจากหมดงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้วได้มีงานสันติภาพฉลองต่อท้ายอีกสามวัน อย่างไรก็ตาม งานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดที่สวนสราญรมย์ต่อมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และในปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑ และต่อมาในวันที่ ๘ ธันวาคมนั้นเอง ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรงานฉลองรัฐธรรมนูญ ในโอกาสนี้ได้ประทับรถสามล้อทรงถือแฮนเดิลบังคับรถด้วยพระองค์เอง งานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดที่สวนสราญรมย์และที่สนามหลวงจนถึงปี พ.ศ.๒๔๘๑ พอถึงปีพ.ศ.๒๔๘๒ก็มีเหตุขัดข้อง คณะกรรมการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญได้จัดให้มีที่เขาดินวนา สวนอัมพร และที่สวนลุมพินี เหตุที่จัดงานที่สวนอัมพรก็เพราะในปี พ.ศ.๒๔๘๒นั้นเป็นปีแรกที่เทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้รับมอบให้จัดการปรับปรุงสวนกวางในบริเวณพระที่นั่งสวนอัมพรให้เป็นสถานที่รื่นรมย์ของประชาชน และได้ขนานนามใหม่ว่า “สวนอัมพร” ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคมพ.ศ.๒๔๘๒ ฉะนั้นพอถึงเดือนธันวาคมจึงได้ไปจัดงานที่นั่น เหตุที่ต้องย้ายสถานที่จัดงานจากสนามหลวงไปจัดที่สวนลุมพินีในปี พ.ศ.๒๔๘๒ ก็เนื่องจากในชั้นแรกทางการจัดให้มีการแข่งขันชิงรางวัลระหว่างนานาชาติขึ้น ณ บริเวณรอบสนามหลวง ครั้นเตรียมการในสถานที่ใหม่แล้ว จึงได้ทราบว่าการแข่งรถมีเหตุจำเป็นต้องงด ซึ่งก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้วจึงต้องเลยตามเลย ถึงปี พ.ศ.๒๔๘๓ จึงได้กลับมาใช้บริเวณท้องสนามหลวงตามเดิม อนึ่ง ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การเชิญรัฐธรรมนูญมาประดิษฐานที่ท้องสนามหลวงนั้นต่างจากที่ทำในต่างจังหวัดขึ้ คือในวันเริ่มงานอันได้แก่วันที่ ๘ ธันวาคม เวลา ๑๕.๐๐ น. เจ้าหน้าที่เชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลองจากศาลากลางจังหวัดพระนครและธนบุรีขึ้นรถขบวนรถม้าหลวง แล้วออกเดินไปเชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลองอีกฉบับหนึ่งที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญ แล้วแห่ไปตามถนนต่างๆ ต่อจากนั้นเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ พิธีมณฑล ซึ่งตามปรกติจะทำเป็นศาลายกพื้นเป็นฐานสูง และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๒ ธันวาคมเวลา ๒๔.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ก็เชิญรัฐธรรมนูญฉบับจำลอง จากโรงพิธีกลับไปประดิษฐานไว้ ณ ศาลากลางจังหวัดและที่สมาคมคณะรัฐธรรมนูญตามเดิม งานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มซบเซาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ ก่อนที่จะเปิดงาน ญี่ปุ่นก็ยกพลบุกประเทศไทยอย่างไร้มารยาทในตอนก่อนรุ่งอรุณวันที่ ๘ ธันวาคม ตั้งแต่นั้นมาบ้านเมืองก็อยู่ในภาวะที่ไม่สนุก น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ข้าวของแพงกลางคืนต้องพรางไฟ กล่าวโดยสรุป งานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มจากทางรัฐบาลจัดหามหรสพมาแสดงให้ประชาชนได้ดู แล้วต่อมาก็มีร้านค้าเอกชนเข้าไปจำหน่ายสินค้าตั้ งแต่ของกินของใช้รวมไปถึงเบียร์และสุรา มีอยู่ปีหนึ่งผู้เขียนมาคุมงานมาจากบ้านนอก ตั้งใจจะมาซื้อหนังสืออ่านแล้วก็จะกลับ แต่เผอิญมาพบเพื่อนเขาชวนไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญสักคืนหนึ่ง ก็ใจง่ายอยู่เที่ยวกับเขา พอตกดึกอากาศหนาว สมัยนั้นงานฉลองรัฐธรรมนูญเป็นงานที่คนเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวไว้อวดกัน เป็นธรรมเนียมว่าจะได้ใส่เสื้อหนาวไปตั้งแต่งานฉลองรัฐธรรมนูญจนถึงปีใหม่ อากาศยังไม่แปรปรวนเหมือนอย่างในทุกวันนี้ ถ้าใครไม่มีเสื้อหนาวแขนไปด้วยก็ไม่ทันสมัย คืนนั้นผู้เขียนไม่มีเสื้อกันหนาวจึงต้องหาเครื่องแก้หนาว เพื่อนเขาชวนแวะไปที่ร้านขายสุรา ดูเหมือนจะขายเป็นพิเศษแก้วละ ๑ บาทมีโซดาผสมให้เสร็จ ก็พออุ่นๆ แก้หนาวไปได้บ้าง การจัดงานในระยะหลังทางราชการได้ให้หน่วยราชการต่างๆ เข้าไปตั้งร้านแสดงกิจการหรือเผยแพร่ผลงานมากขึ้น จึงมีร้านของกระทรวงทบวงกรมจัดสิ่งของไปตั้งโชว์ ที่จำได้แม่นก็คือร้านของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติมีหุ่นแสดงการแต่งกายของสตรีไทยสมัยต่างๆ เป็นหุ่นขนาดเท่าตัวคนถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ก็จะลงทุนสร้างร้านอย่างใหญ่โตเพื่อเรียกร้องความสนใจและแข่งขันกันไปในตัว สรุปว่าเพียงแต่เดินดูร้านต่างๆ กว่าจะท่วมก็เมื่อย ความจริงแล้วงานประจำปีของไทยมีมาก เมื่องานฉลองรัฐธรรมนูญมีมานานเข้าก็ออกจะเฉยชา และในสมัยแรกที่เปลี่ยนเป็นวันปีใหม่มาเป็นวันที่ ๑ มกราคม งานฉลองก็ใกล้กันมากเกินไป ต่อมามีงานวชิราวุธานุสรณ์เพิ่มขึ้นมาอีกงานหนึ่ง บรรดานักเที่ยวก็บ่นกันออกว่าตั้งตัวไม่ติด ยิ่งเป็นข้าราชการมีแต่เงินเดือนด้วยแล้วก็พาลจะเป็นหนี้เอาเลยทีเดียว
งานฉลองรัฐธรรมนูญ ตอนที่ ๒

บันทึกจากเพจชมรมนักอ่านสามเกลอ — รวบรวมไว้บน samgler.org เพื่อให้ค้นหาและอ่านย้อนหลังได้