Home Page
samgler connection members information discuss library misc. web board contact us

เผชิญหน้า พล นิกร กิมหงวน





ที่มา: นิตยสาร ดิฉัน เดือนสิงหาคม 2544
โดย: ปริญญา อินทรปาลิต
  ตีพิมพ์โดยได้รับอนุญาต
พิมพ์โดย: คุณอิ๊คคิว

เมื่อเอ่ยถึงสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน นักอ่านวัย ๔๐ อัพ คงรู้จักดีว่าคือหัสนิยายอมตะที่เขียนโดย ป. อินทรปาลิต จนหลายคนยอมรับว่าเป็นสัญลักษณ์ของนักประพันธ์ผู้นี้ ในทำนอง พล นิกร กิมหงวน คือ ป. อินทรปาลิต และ ป. อินทรปาลิต คือ พล นิกร กิมหงวน

ตัวละครทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยผู้ประพันธ์ และแสดงบทบาทยาวนานถึง ๓๐ ปีเต็ม (ปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๕๑๑) ความต่อเนื่องสามทศวรรษนี้ ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าสามเกลอกับคณะมีตัวตนอยู่จริง แม้แต่ผมซึ่งเป็นหลานปู่ ป. และทำหน้าที่ 'พิมพ์บทประพันธ์ตามคำบอก' ในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่าน (ปี พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๑) ก็คิดและเข้าใจเช่นผู้อ่านทั่วไป

แต่ความบังเอิญราวกับเนื้อเรื่องของละครที.วี.ได้เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน (จนดูเหมือนเรื่องโกหกที่ผมแต่งเองสดๆ ร้อนๆ) นั่นคือ ผมได้พบความจริงว่าสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน และคณะ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีจริงๆ มิใช่เป็นเพียงตัวละครในหัสนิยายของปู่เท่านั้น

เรื่องของเรื่องที่กลายเป็นเรื่องให้ผมนำเรื่องนี้มาเสนอ เนื่องเพราะวันนั้นผมไปธุระแถวซอยทองหล่อด้านถนนสุขุมวิท หลังจากเสร็จธุระก็เดินมาตามบาทวิถี ตั้งใจจะหาอาหารรับประทานก่อนขึ้นรถประจำทางกลับบ้านที่นนทบุรี แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเที่ยงกว่าแล้ว ร้านอาหารต่างๆ จึง คับคั่งด้วยลูกค้าผู้หิวโหย ผมก็เลยเปลี่ยนใจโดยบอกกระเพาะตนเองให้อดทนเพื่อไปหาอะไร รับประทานที่เมืองนนท์ดีกว่า

ขณะรอรถประจำทาง ผมกวาดตามองไปทั้งสองฟากถนนซึ่งดารดาษด้วยอาคารสูงเรียงรายติดๆ กัน โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารกระจกรูปทรงแปลกตา สูงประมาณ ๒๐ ชั้น คงเป็นอาคารสำนักงานแบบครบวงจร เพราะชั้นล่างมีร้านอาหารขยะชนิดสวาปามด่วนสองสามร้าน รวมทั้งสาขาย่อยของธนาคารแห่งหนึ่งด้วย

ในที่สุดสายตาซอกแซกซุกซนของผมก็หยุดที่ชื่ออาคาร ซึ่งเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษทำด้วยโลหะสีเงินวาววับติดอยู่เหนือซุ้มประตูแกรนิตสีดำทางเข้า อ่านได้ว่า

'โฟร์ เฟรนด์ส บิลดิ้ง'

บรรทัดล่างมีภาษาไทยตัวไม่โตนัก คือ 'อาคารสี่สหาย' ตรงนี้แหละครับที่สะดุดใจผมมาก ทำให้คิดไปถึงเรื่องสามเกลอที่ปู่เขียนให้กิจการต่างๆ ของ พล นิกร กิมหงวน ใช้ชื่อ 'สี่สหาย' เป็นหลัก (คำว่าสี่สหายรวมถึง ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ อีกคนหนึ่ง) ไม่ว่ากิจการนั้นจะเป็นโรงแรม เป็นบริษัทห้างร้าน หรืออื่นๆ แล้วผมก็นึกชมเจ้าของอาคารที่ตั้งชื่อให้อ่านง่ายได้ความหมายชัดเจนดี ซึ่งเจ้าของคงจะมีแค่สี่คนและเข้าหุ้นร่วมกัน

แต่ด้วยความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับอาคารสี่สหาย ผมจึงตัดสินใจข้ามถนนไปที่นั่นทันที เชื่อว่าคงจะพอสอบถามจากผู้รู้ได้บ้าง และอาจจะถือโอกาสรับประทานมื้อเที่ยงในตึกนั้นเลย

ภายในอาคารเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ สองข้างทางเดินกว้างใหญ่มีร้านนานาชนิด ลึกเข้าไปเป็นโถงลิฟท์จำนวน ๖ ตัว ก่อนถึงหน้าลิฟท์มีเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ผมทำทีเป็นเดินไปอ่านป้ายบอกว่าแต่ละชั้นมีบริษัทหรือที่ทำการอะไรบ้าง

สักครู่จึงผละจากไดเร็คทอรี่ตรงไปหาประชาสัมพันธ์สาวหน้าแฉล้มซึ่งนั่งเดียวดายอยู่ในคอกไม้ขัดมัน

"ต้องการติดต่อบริษัทอะไรคะ" เสียงหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้าผสมน้ำตาลเมืองเพชร คุณเธอคงเห็นผมตั้งแต่แรกแล้ว

"อ๋อ…บริษัท พี.ไอ. พับลิชชิ่งน่ะครับ" บริษัทที่ว่านี้ไม่มีตัวตน ผมคิดขึ้นเองอย่างกะทันหัน และพี.ไอ. ก็คือตัวย่อของชื่อและนามสกุลผม "แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกครับ ผมคงจำตึกผิด"

"ค่ะ อาคารนี้ไม่มีบริษัทที่คุณพูดถึง น่าจะอยู่อาคารถัดไปนะคะ"

"ขอบคุณครับน้อง" ผมแกล้งมองไปรอบๆ ก่อนจะเข้าประเด็นสำคัญ "แต่…เอ…ตึกนี้ใครเป็นเจ้าของครับ ใหญ่โต ออกแบบสวยงามมาก"

แม่เจ้าประคุณตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด หรือแม้แต่นึกสงสัยว่าผมถามเพื่ออะไร

"ของคุณกำแหงกับคุณประชาและเพื่อนค่ะ"

"คุณกำแหงกับคุณประชา…" ผมทวนคำและเผลอทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"คุณรู้จักท่านหรือคะ" เจ้าของเสียงสวยทำหน้าฉงน

"อ้า…เอ้อ…" อาการติดอ่างเกิดกับผม แต่สามารถควบคุมให้เป็นปรกติได้ในวินาทีนั้น "ไม่รู้จักครับ แต่เคยได้ยินชื่อบ่อยๆ เจ้าของคงทำงานในตึกนี้มั้งครับ"

"เปล่าหรอกค่ะ นานๆ คุณกำแหง คุณประชากับเพื่อนจะแวะมาที่นี่สักครั้ง ทั้งๆ ที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ของท่านอยู่ในซอยข้างตึกนี่เอง"

ผมใจเต้นระทึกเมื่อได้ยินคำพูดสาวสวย รีบบอกลาคุณเธอกลับออกมาทันที ผมจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่ออะไรต่ออะไรมันมาพ้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ นับตั้งแต่ชื่ออาคารคือสี่สหาย หนำซ้ำเจ้าของอาคารยังชื่อกำแหงกับประชาอีกต่างหาก ซึ่งเป็นชื่อที่ปู่ผมเขียนให้พลกับนิกรใช้ชื่อนี้เวลาเที่ยวเตร่จีบสาว ตั้งแต่สามเกลอเล่มแรกคือตอน 'อายผู้หญิง' (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ โดยสำนักพิมพ์เพลินจิตต์) นอกจากนี้ประชาสัมพันธ์ผู้น่ารักยังบอกอีกว่าในซอยข้างอาคารสี่สหายคือบ้าน 'พัชราภรณ์' อันเป็นบ้านที่พล นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรก อาศัยอยู่ด้วยกัน ตามเนื้อเรื่องในหัสนิยายสามเกลอ

"โอ…มายก๊อด" ผมดัดจริตอุทานเป็นภาษาปะกิตขณะเดินออกมาถึงหน้าตึก "อะไรมันจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้วะเนี่ย ตูละเง็งจริงๆ"

ความรู้สึกหิวหมดไป กระเพาะสงบนิ่งเพราะพยาธิหยุดเดินขบวน สิ่งที่เข้ามาแทนคือความตั้งใจเต็มร้อย เพื่อพิสูจน์ให้รู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์ขณะนี้…

คือเรื่องจริงที่อยู่นอกบทประพันธ์ของ ป. อินทรปาลิต ? ? ?

ซอยข้างอาคารสี่สหายเป็นถนนกว้างพอสมควร ผมไม่สนใจว่าชื่อสุขุมวิทที่เท่าไหร่ ความสนใจขณะนั้นมุ่งอยู่ที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ของพล พัชราภรณ์ ซึ่งความจริงควรพูดว่าเป็นบ้านของ พระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์จึงจะถูกต้องมากกว่า

จากปากซอยเข้าไปเกือบร้อยเมตรฝั่งเดียวกับอาคาร มีกำแพงอิฐก่อแข็งแรงสีน้ำตาลแดงสวยงามสะดุดตาเป็นแนวยาวไปไกล ความสูงของกำแพงประมาณ ๔ เมตร ขอบบนมีเศษแก้วแหลมคมสะไว้โดยตลอด ประตูใหญ่เป็นอัลลอยด์สีทอง ด้านข้างเป็นประตูเล็กสำหรับคนในบ้านเข้าออก

ผมเดินมาหยุดยืนหน้าประตูอัลลอยด์ บริเวณรอบประตูไม่ปรากฏชื่อบ้าน นอกจากเลขที่เป็นตัวเลขไทย คือ ๓๘ ผมมองผ่านช่องว่างระหว่างเสากับบานประตูเข้าไป เห็นตึกสามหลังตระหง่านอยู่ในแนวเดียวกัน หลังในสุดใหญ่กว่าเพื่อน แต่ปลูกสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน หลังที่สองหรือหลังกลางขนาดย่อมกว่า แต่ทันสมัยกว่าตึกใน หลังถัดมาทางด้านหน้าขนาดใกล้เคียงกับหลังกลาง ดูเหมือนเพิ่งสร้างเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ภายในโรงรถมีรถอเมริกันสุดหรู ๔-๕ คันจอดอยู่ อาณาเขตของบ้านสามหลังนี้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ไร่ สภาพทั่วไปเขียวชอุ่มด้วยต้นไม้ใหญ่ประเภทปาล์มกับอโศกอินเดียและต้นหญ้าในสนาม ทางรถวิ่งกว้างราว ๖ เมตรที่เชื่อมต่อถึงหน้าตึกแต่ละหลัง ปูอิฐตัวหนอนฉาบปูนแน่นหนา

แต่แล้วผมต้องรีบขยับตัวออกจากจุดที่ยืนอยู่ เมื่อมองเห็นสาวใหญ่รูปร่างอ้วนซึ่งคงเป็น แม่ครัวมากกว่าสาวใช้กำลังเดินตรงมาที่ประตู พอหล่อนเปิดประตูเล็กออกมา ผมก็เอ่ยขึ้นทันที

"ขอโทษครับคุณพี่ นี่บ้านพัชราภรณ์ใช่ไหมครับ"

ผีเสื้อสมุทรทำหน้าตื่นๆ

"คุณรู้ได้ยังไงว่าที่นี่คือบ้านพัชราภรณ์ บ้านนี้ไม่ได้ใช้ชื่อนี้มาหลายสิบปีแล้วคุ้ณ"

"อ้า…เอ้อ…" ผมติดอ่างตามเคย "รู้ซีครับ เพราะผมเป็นเพื่อนกับลูกชายท่านเจ้าของบ้านครับ แต่ผมทำงานอยู่ต่างจังหวัด เพิ่งเข้ากรุงเทพฯ ไม่กี่วันนี้เองครับ" โม้ไปตามสคริ้ปท์ที่คิดขึ้นอย่างฉับพลัน

"คุณเป็นเพื่อนกับคุณผู้ชายคนไหนคะ" ถามพลางมองผมอย่างไม่ไว้ใจ แต่คำพูดนั้นบอกให้รู้ว่าลูกชายเจ้าของบ้านต้องมีหลายคนแน่นอน

"คุณ…คุณ คุณอะไรดีล่ะครับ" ผมพูดแบบจนแต้มเพราะสมองสั่งการไม่ทัน

"เอ๊ะ…จะมาหาเพื่อน แต่จำชื่อเพื่อนไม่ได้ แปลกแฮะ"

ผมยิ้มให้หล่อน

"คนที่รูปร่างสูงๆ ชอบสวมแว่นสีชาขอบกระน่ะครับคุณพี่" ลองเอาแคแร็คเตอร์ของอาเสี่ยกิมหงวนมาเป็นข้ออ้างเผื่อฟลุ้ค "ผมจำชื่อไม่ได้เพราะไม่ได้เจอกันนานมากครับ"

คราวนี้สาวใหญ่รูปร่างเหมือนผีตกน้ำตาย ๗ วันพยักหน้า

"คุณคงหมายถึงคุณสมนึก?…"

ผมสะดุ้งเฮือกและอุทานในใจว่าเฮ้ย…อะไรกันโว้ย นอกจากชื่อบ้านพัชราภรณ์แล้วยังมีคนชื่อสมนึกอีกรึเนี่ย? ได้ทีรีบขี่แพะไล่โดยแกล้งดีดนิ้วดังเป๊าะ ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าความดันโลหิตกำลังขึ้นสูงผิดปรกติ

"ใช่เลยคุณพี่ สมนึกหรือไอ้เสี่ยตี๋นั่นแหละครับ" ถือโอกาสมั่วนิ่มเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์กำลังเข้าล็อค จะได้รู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร และมันยังไงกันแน่

"คุณเสี่ยตี๋ไม่ได้อยู่บ้านนี้ค่ะ แกไปประจำอยู่ค่ายทหารแถวชายแดนพร้อมคุณพนัส คุณนพ และคุณดำรงตั้งสองสามปีแล้ว เพื่อปราบปรามขบวนการยาบ้า"

หล่อนคงเชื่อลูกมั่วของผมจึงอธิบายละเอียดยิบยังกะใส่ครกตำ ซึ่งคำอธิบายนั้นกระชากใจผมแทบหลุดออกจากอก ก็ชื่อที่ยายผีตกน้ำตายเอ่ยมาทั้งหมดคือลูกชายของคณะพรรคสี่สหายดังที่ ผู้อ่านสามเกลอและผมเองรู้จักดีอยู่แล้ว

ผมยืนเซเหมือนจะล้มลงชักดิ้นชักงอ พอดีมีรถเก๋งสีฟ้าหม่นคันโตกว่าห้องเช่าของผมเสียอีก แล่นมาจอดเตรียมเลี้ยวเข้าบ้านนี้ แค่โลโก้หรือตรายี่ห้อรถบนกระโปรงหน้าที่ผมมองเห็น ก็บอกได้ทันทีว่ามันคือคาดิลแล็คสุดยอดรถชั้นเยี่ยมของอเมริกัน

สาวใหญ่หุ่นฮิปโปโปเตมัสทำท่ากระสับกระส่าย แต่ผมไม่สนใจหล่อนอีกต่อไป ถือวิสาสะมองเข้าไปในรถ ซึ่งมีผู้โดยสารเป็นบุรุษ ๔ คนนั่งทั้งด้านหน้าด้านหลัง ทั้งหมดอยู่ในวัยสูงอายุ ยกเว้นคนขับที่เป็นเด็กหนุ่มบุคลิกบอกว่าเป็นขี้ข้าของผู้โดยสารทั้งสี่คนนั้น

ประตูใหญ่เปิดออกโดยระบบอัตโนมัติ แต่โชเฟอร์ก็ยังไม่บังคับรถให้เคลื่อนไป ผมจึงรู้ว่าถูกจ้องมองโดยสี่ชายชราและมีการพูดกันแบบสงสัย ซึ่งผมเองก็มองตอบโดยไม่ยอมหลบตาเหมือนกัน

"แค่นี้ก่อนนะคุณ" ฮิปโปกล่าวกับผม "พวกคุณผู้ชายกลับมาแล้ว อีฉันต้องรีบไปซื้อของ"

ไม่ทันที่หล่อนจะขยับก้าวเดิน กระจกหน้าต่างรถด้านหน้าก็เลื่อนลง พร้อมมีเสียงพูดดังออกมา

"ยายแม้น อย่าเพิ่งไป กลับไปพบพวกเราก่อน"

ผมสังเกตเห็นหน้าตาผู้พูดค่อนข้างเคร่งขรึมและสั่งการอย่างจริงจัง จากนั้นรถก็แล่นไปจอดที่หน้าตึกหลังกลาง ขณะที่ยายแม้นช้างน้ำวิ่งตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยตามไปด้วยท่าทางหวาดหวั่น ปล่อยให้ผมยืนงงเป็นไก่ตาแตกและเกาหัวแกร็กๆ อยู่ตรงนั้น

คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองโดยที่ผมไม่มีคำตอบ บ้านพัชราภรณ์หลังนี้เป็นบ้านของสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน จริงหรือ? หรืออาจจะเป็นบ้านของคนอื่นที่ตั้งชื่อเหมือนกันโดยบังเอิญ แต่ทำไมในบ้านจึงมีคนชื่อพนัส นพ สมนึก และดำรง? ชายชราทั้งสี่ที่ผมเห็นเมื่อครู่นี้คือใคร? ทำไมจึงมีจำนวนเท่ากับ พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก พอดี? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมคงต้องรีบหายาหอมยาลมยาดมยาหม่องมาบรรเทาความมึนงงซะแล้ว

ผมบอกตัวเองว่าไม่น่าเป็นไปได้ ก็พลพรรคสามเกลอคือตัวละครที่ปู่ผมคิดขึ้นมาจากจินตนาการ แล้วตัวละครเหล่านั้นจะโดดออกจากหนังสือมามีชีวิตมีตัวตนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างไร?

แอบมองทางช่องว่างข้างประตู เห็นยายตุ่มสามโคกกำลังถูกบุรุษสูงวัยทั้งสี่สอบถามอยู่บริเวณหน้าตึกนั้น คงถามเกี่ยวกับผมซึ่งบังอาจไปจ้องหน้าพวกเขานั่นแหละ ส่วนคาดิลแล็คคันงามขยับเข้าไปจอดในโรงรถแล้ว โดยไอ้หนุ่มที่เป็นคนขับยืนปัดฝุ่นบนตัวรถด้วยไม้ขนไก่

ในที่สุดผมก็ส่ายหน้าและตำหนิตัวเองว่าเพ้อเจ้อไม่เข้าเรื่อง ที่สำคัญคือถ้าเจ้าของบ้านหลังนี้คิดว่าผมเป็นพวกมิจฉาชีพที่มาด้อมๆ มองๆ ดูลาดเลาก่อนลงมือโจรกรรม เขาอาจจะแจ้งตำรวจมาลากคอผมเข้าซังเตก็ได้ คิดเช่นนี้แล้วจึงตัดสินใจเดินจากบ้านหลังนั้นออกมาทางปากซอย ยุติความคิดบ้าๆ บอๆ ที่สร้างขึ้นเองและหลงเข้าใจเป็นตุเป็นตะเสียที

อีกช่วงเสาไฟฟ้าเดียวจะถึงถนนใหญ่ ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกไล่หลังมา เมื่อหันกลับไปทางเสียงนั้นก็เห็นผีเสื้อสมุทรตนเดิมก้าวตามมาอย่างรวดเร็ว จึงหยุดรอ

"มีอะไรหรือครับคุณพี่"

หล่อนหายใจถี่ๆ เหมือนหมาหอบแดด

"คุณผู้ชายเชิญคุณเข้าไปพบค่ะ"

"เชิญผมไปพบ…" ผมย้ำคำพูดสาวใหญ่ ในใจคิดว่าซวยแล้วตู พวกนั้นจะมาไม้ไหนกันวะเนี่ย

"ค่ะ แกอยากรู้ว่าทำไมคุณรู้จักบ้านพัชราภรณ์ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ และยังรู้จักคุณสมนึกอีกด้วย"

ผมโบกมือปฏิเสธ

"ไม่เป็นไรหรอกครับ ช่วยบอกเจ้านายคุณพี่ว่าผมจะรีบกลับ วันหลังผมค่อยมาใหม่ละกัน"

"เข้าไปพบพวกแกสักหน่อยเถอะคุณ คุณผู้ชายทั้งสี่ใจดีค่ะ คุณอย่าให้อีฉันถูกเอ็ดตะโรเลย"

ผมหันรีหันขวาง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอายังไงดี ขณะที่ช้างน้ำพยายามอ้อนวอนไม่ลดละ สักครู่ผมก็พยักหน้าให้หล่อน นึกในใจว่าเป็นไงเป็นกัน อย่างเก่งเขาก็หาว่าผมสติแตกที่ไปตู่บ้านของเขาให้เป็นไปตามความคิดบ๊องๆ ของผมเอง

แต่เราก็มาดี ไม่ได้มาร้ายนี่นา…

บริเวณศาลานั่งเล่นริมสนามหญ้าภายในบ้าน สี่ผู้อาวุโสรอผมอยู่แล้วด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พอผมเดินเข้าไปใกล้และเห็นทุกคนอย่างถนัดตา ใจที่เต้นตูมตามยังกะกลองศึกยิ่งเต้นกระชั้นถี่มากขึ้น จนรู้สึกหวิวๆ เหมือนจะหมดสติในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง

ชายคนแรกส่งยิ้มให้ผม แต่ก็ดูท่าทางน่าเกรงขาม คนที่สองร่างบอบบางในมือถือถั่วลิสงต้มถุงใหญ่ กำลังยิ้มแป้นบอกความร่าเริง อีกคนสูงเหมือนเปรตวัดสุทัศน์และสวมแว่นสีชายืนอยู่นอกศาลา คนสุดท้ายสวมแว่นสายตาและสูบไปป์ ลักษณะเป็นผู้ทรงความรู้ ทั้งสี่อายุประมาณเจ็ดสิบเศษ แต่ริ้วรอยความหนุ่มที่พอจะหลงเหลืออยู่นั้น ผมเห็นแล้วต้องยอมรับโดยมิได้เกิดอุปาทานหรือตาฝาด ว่าแต่ละคนหน้าตาเหมือนคณะพรรคสี่สหายบนปกหนังสือสามเกลอ ซึ่งวาดโดย อาภรณ์ อินทรปาลิต น้องชายคนที่หกของปู่ผม

"สวัสดีหลานชาย" ชายชราผู้เคร่งขรึมเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีไมตรี "คุณรู้จักบ้านเราด้วยหรือ?"

ผมยกมือไหว้ทุกคนเป็นการแสดงความคารวะ

"อ้า…เอ้อ…" ผมติดอ่างอีกแล้ว "ครับ…ตอนแรกก็ไม่รู้จักหรอครับ แต่เห็นว่าบ้านนี้ชื่อเดียวกับที่คุณปู่ผมเขียนไว้ในหนังสือ"

"คุณรู้ได้ยังไง และคุณปู่คุณน่ะ…ใคร?" ชายชราร่างเล็กกล่าวพลางเคี้ยวถั่วต้มตุ้ยๆ

"อ๋อ…ผมรู้ว่าบ้านนี้คือบ้านพัชราภรณ์จากพนักงานประชาสัมพันธ์ที่อาคารสี่สหายครับ" ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นคู่สนทนาพูดจาด้วยดี "ส่วนคุณปู่ผม คือ ป. อินทรปาลิต ที่เขียนเรื่องสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ครับ"

บุรุษทั้งสี่มองหน้ากัน ก่อนจะหันมาทางผมแล้วพูดเสียงดังพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"คุณเป็นหลานคุณ ป. !!!"

ผมทำท่าเลิกลั่ก ใจที่ชื้นเมื่อครู่ กลับเหี่ยวแห้งลงไปอีก

"ค…ค…ครับ ผมเป็นหลานคุณปู่ ป. ทำไมพวกท่านมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ครับ"

"เฮ้ย" คนที่สูงเหมือนเปรตโดดมาจับไหล่ผม แล้วหันไปกล่าวกับเพื่อนๆ "เจอลูกหลานคุณ ป. โดยไม่รู้ตัวซะแล้วซี พวกเรา ไป…ขึ้นไปนั่งข้างบน เดี๋ยวหลานชายจะรู้ว่าพวกเราเป็นใคร" เขาดันหลังผม

ชายที่สวมแว่นสายตาดึงไปป์ออกจากปากก่อนพูด

"แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณไม่ได้แอบอ้างเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่ว่าเราไม่เชื่อคำพูดของคุณนะ ขอโทษที่ผมพูดตรงไปตรงมา"

ผมรีบล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบนามบัตรของตัวเองในสมุดโน้ตเล็กๆ ออกมาส่งให้ผู้พูด

"นี่ครับ นามบัตรของผม"

เขารับไปพิจารณาครู่หนึ่ง แล้วส่งต่อให้พรรคพวก

"ปริญญา อินทรปาลิต อือ…นามสกุลเดียวกับคุณ ป. จริงๆ แถมชื่อ ป. เหมือนกันด้วย" ชายร่างเล็กว่า "แต่ให้แน่ใจยิ่งกว่านั้น เราขอดูบัตรประชาชนดีกว่าหลานชาย"

ผมนึกสงสัยว่าพวกเขายินดีรู้จักผมหรือจะสอบสวนผมในฐานะผู้ลักลอบเข้าเมืองกันแน่ แต่ก็ปฏิบัติตามคำพูดนั้น หลังจากทุกคนดูบัตรประชาชนของผมแล้ว ลักษณาการลังเลหรือไม่ไว้วางใจก็หมดไป จากนั้นบุรุษสูงวัยทั้งสี่คนจึงแนะนำตัวเองให้ผมรู้จัก

ความตื่นเต้นสุดขีดระคนกับความประหลาดใจเกิดกับผมจนพูดไม่ออก มันคือความจริงที่เหมือนกับความฝัน มันคือเรื่องจริงที่เหมือนกับเรื่องโกหก (ซึ่งน่าจะโกหกมากกว่าจริง) เมื่อชายชราทั้งหมดได้เปิดเผยว่าพวกเขาคือคณะพรรคสี่สหายอย่างที่ผมเพ้อเจ้อ…เอ้ย…คาดเดา คนที่พูดน้อยและขรึมกว่าเพื่อน คือ พล พัชราภรณ์ คนร่างบอบบางอ้อนแอ้น คือ นิกร การุณวงศ์ เปรตวัดสุทัศน์ คือ กิมหงวน ไทยแท้ และคนสุดท้ายที่ผมว่าท่าทางเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาคือ ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นั่นเอง

"หลานชายอย่าเรียกพวกเราว่าท่านเลย ฟังแล้วจั๊กจี้ยังไงก็ไม่รู้ เรียกลุงดีกว่า จะได้เป็นกันเองหน่อย" อาเสี่ยกิมหงวนกล่าว "เราดีใจที่ได้พบและรู้จักกับหลานชายหรือเจ้าเป็ดของคุณป."

ผมลูบแขนทั้งสองข้างให้ขนที่ลุกเกรียวด้วยความตื่นเต้น เอนราบลงเหมือนเดิม

"ขอบพระคุณครับ พวกคุณลุงใจดีจริงๆ ครับ ขนาดเพิ่งเห็นหน้าผมครั้งแรก แต่คุณลุงก็กรุณาให้ความเป็นกันเองจนผมคาดไม่ถึง ความจริงผมอยากจะถามมากกว่าว่าทำไมชายชราทั้งสี่จึงเชื่อผมง่ายนัก"

"พวกเราไม่เคยมองใครในแง่ร้ายหรอกคุณ" ลุงนิกรเสริมขึ้นเหมือนอ่านใจผมออก "เรา ยินดีต้อนรับทุกคนที่มาดีเสมอ" แล้วอดีตนายจอมทะเล้นก็หันไปตะโกนบอกคนขับรถ "เฮ้ย…เอ็งไปเอาน้ำเอาท่ามาเลี้ยงหลานข้าหน่อยโว้ย ท่าทางคอแห้งยังกะมาจากทะเลทรายยังไงยังงั้น"

ผู้อาวุโสทั้งสี่ซักถามประวัติส่วนตัวของผมแล้วก็เริ่มสนทนาอย่างเป็นงานเป็นการ โดยลุงพลเล่าว่าบ้านพัชราภรณ์เคยต้อนรับปู่ผมหลายครั้ง จนเรียกว่าเป็นแขกประจำทีเดียว เพราะคณะพรรคสี่สหายรู้จักกับ ป. อินทรปาลิต ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตอนนั้นปู่ผมกำลังเขียนเรื่องแนวรักโศกและแนวอื่นๆ ซึ่งตลาดหนังสือให้ความนิยม

จากความสนิทสนมกันนี้เอง ป. อินทรปาลิตจึงเริ่มเขียนสามเกลอในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ (หรือ พ.ศ. ๒๔๘๒ ถ้านับตามศักราชที่เปลี่ยนใหม่เป็นสากล) ด้วยการนำลุงพลกับลุงนิกรมาเป็นตัวละครเบิกโรงก่อน ความตั้งใจของปู่ที่เขียนหัสนิยายชุดนี้ก็เพียงเพื่อทดสอบตลาดแค่ไม่กี่ตอน แต่ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของคนอ่าน ท่านจึงบรรเลงต่อเรื่อยมา และสามเกลอได้กลายเป็นงานเขียนหลักตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ประพันธ์

"คุณ ป. เอาพวกลุงไปเขียนเป็นพระเอกซะโด่งดังทั่วประเทศ" ดร. ดิเรกหรือลุงหมอกล่าวต่อเมื่อลุงพลพูดจบ "ทำให้บ้านพัชราภรณ์เป็นที่รู้จักของคนในยุคนั้น และใครๆ ต่างพากันคิดว่าพวกลุงมีชีวิตจริงเหมือนในนิยายของคุณ ป."

"ปัจจุบันไม่มีใครรู้จักหรือครับ"

"ไม่มีแล้ว" ลุงกิมหงวนเห็น ดร. ดิเรกจุดกล้องยาเส้นจึงตอบแทน "ตั้งแต่คุณป. เท่งทึง บ้านนี้ก็ปลดป้ายชื่อออก เพราะถือว่าบทบาทของพวกเราสิ้นสุดไปพร้อมกับชีวิตคุณป."

ลุงพลมองหน้าผม

"พูดถึงเรื่องสามเกลอที่คุณ ป. เขียน พวกลุงชอบอ่านมาก แต่ที่ชอบที่สุดคือตอน 'ไปสู่อนาคต' ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น คุณป.แกจินตนาการให้เมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เป็นต้นว่า…เอ้อ…อ้ายหงวนหรืออ้ายกรจำได้มั้ยวะ สามเกลอตอน 'ไปสู่อนาคต' น่ะ"

ลุงกิมหงวนยิ้มแป้น

"เรื่องนี้กันอ่านร้อยกว่าเที่ยวเห็นจะได้" แล้วหันมาทางผม "คุณป.แกเขียนว่าเครื่องสลายอณูที่ดิเรกประดิษฐ์ขึ้น ได้พาพวกลุงไปสู่อดีตในตอน 'เมืองเจตภูติ' ก่อน แล้วจึงเขียน 'ไปสู่อนาคต' ขึ้นมาอีกตอนหนึ่ง โดยในเรื่องให้เจ้าดำรงปรับปรุงเครื่องจนสามารถพาไปอนาคตในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คือสี่สิบปีล่วงหน้าในขณะนั้น" อาเสี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง "พวกเราทั้งสิบคน คือ ทั้งพ่อทั้งลูกกับคุณอาเจ้าคุณปัจจนึกและเจ้าแห้ว มาที่บ้านพัชราภรณ์ก็คือที่นี่แหละ ได้พบกับพลโทพนัส อายุ ๖๖ แล้ว พนัสในอนาคตก็เล่าให้ฟังว่าพวกเราทุกคนเท่งทึงกันในปีไหนบ้าง จากนั้น…เฮ้ย…อ้ายกรเล่าต่อที กันชักเลือนๆ ไปเหมือนกันแฮะ"

"อย่างนี้โว้ย" ลุงนิกรรับลูกต่อจากเพื่อนเกลอ "ตอนแรกพวกเราไปเจอลูกอ้ายแห้วก่อน ลูกอ้ายแห้วพูดเป็นภาษาอังกฤษว่าประเทศไทยเลิกใช้ภาษาไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โน่นแน่ะ แล้วไปเจอเจ้าพนัสเป็นพลโทนอกราชการอย่างที่ว่า คุยกันไปคุยกันมาจึงรู้ว่าพวกเราเท่งทึงกันเกือบหมดแล้ว อ้ายพลเท่งทึงในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นิกรหรือลุงนี่แหละเท่งทึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ อ้ายหงวนกับอ้ายหมอ ๒๕๒๐ คุณพ่อหรือพระยาปัจจนึก ๒๕๑๖ คุณอาหญิง ๒๕๑๕ นันทาเมียอ้ายพลปี ๒๕๒๒ อ้ายเสี่ยตี๋หรือเจ้าสมนึกลูกอ้ายหงวนปี ๒๕๓๕ เจ้านพ ๒๕๓๖ เจ้าแห้ว ๒๕๒๗ พูดง่ายๆ คุณ ป. แกเขียนให้เท่งทึงตามกาลเวลาและอายุขัยนั่นเอง จินตนาการแกล้ำยุคมาก หลานชายเคยอ่านสามเกลอตอนที่ว่านี้หรือเปล่าล่ะ"

"อ่านหนเดียวครับ แต่จำได้ไม่หมดเหมือนที่คุณลุงเล่า"

การสนทนาหยุดลงชั่วขณะเมื่อคนขับรถถือถาดใส่แก้วน้ำหวาน ๕-๖ แก้วมาเสิร์ฟให้ทุกคน

"อ้ายโห้" ลุงนิกรว่า "รู้จักคุณปริญญา หลานชายข้าไว้ซะ วันหน้าวันหลัง เขามาอีกเอ็งจะได้จำได้"

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าโห้ไหว้ผมทันที

"รับประทานหลานแท้หรือหลานร่วมโลกครับ"

ลุงพลทำตาเขียวใส่คนรถ

"ทะลึ่งน่าอ้ายโห้ อ้ายกรมันให้เอ็งรู้จักก็รู้จักซะ ไม่ต้องพูดมาก"

มิสเตอร์โห้ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานที่ผมถาม เพราะเมื่อตะกี้ตอนผมจะเลี้ยวรถเข้าบ้าน เห็นคุณคนนี้แกจ้องเจ้านายตาเขม็ง รับประทานเลยสงสัยครับ" พูดจบเขาก็เดินก้มตัวไปจากที่นั้น

"คนขับรถคุณลุงใช้คำว่ารับประทานเหมือนเจ้าแห้วในหนังสือเลยนะครับ" ผมเปรยกับสี่สหายวัยชรา

"ถูกแล้ว" อาเสี่ยกิมหงวนพยักหน้า "ก็อ้ายโห้นี่แหละที่คุณ ป. แกเขียนใน 'ไปสู่อนาคต' ว่าเป็นลูกอ้ายแห้วที่พูดภาษาอังกฤษกับพวกเรา มันชื่อโห้ศักดิ์ โหระพากุล ฟังคล้ายๆ กับพ่อมันที่ชื่อเต็มว่าศักดิ์แห้ว แต่ตอนนี้อ้ายแห้วมันไปอยู่กับสี่สหายหนุ่มที่ชายแดน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย"

ผมตาเหลือก

"นอกจากพวกคุณลุงสี่คนแล้ว ยังมีน้าแห้วอีกด้วยหรือครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนคงขำเมื่อเห็นอากัปกิริยาของผม ลุงพลตบบ่าผมเบาๆ

"ลุงบอกแล้วไงว่าคุณ ป. ให้พวกเราเป็นตัวละครของแก ฉะนั้นทุกคนจึงมีตัวตนจริงๆ ทั้งนั้น"

"หมายความว่ายังมีท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ มีท่านคุณหญิงวาด รวมทั้งคุณป้าทั้งสี่คนด้วยซีครับ"

"ชัวร์ แต่คุณอากับคุณแม่ของลุงท่านเสียไปสิบกว่าปีแล้ว" อดีตอ้ายเสือรูปหล่อพูดจริงจัง "นอกนั้นยังอยู่ครบทุกคน แม้กระทั่งสี่สหายหนุ่ม คือเจ้าพนัส เจ้านพ เจ้าสมนึก เจ้าดำรง เจ้าของตึกกลางนี่แหละ"

"แล้วตึกหน้าล่ะครับ" ผมได้ทีจึงรีบถามปัญหาคาใจ

"ตึกโน้นเป็นของลูกๆ อ้ายสี่คน ก็เท่ากับหลานปู่ของพวกลุง ลูกเจ้าพนัสมีสอง คนโตเป็นหญิงเดิมชื่อเพราพิลาศ แต่มาเปลี่ยนเป็นพรรณี คนที่สองผู้ชายชื่อพินัย ลูกอ้ายนพมีคนเดียวเป็นตัวผู้ชื่อนิตย์ ลูกอ้ายตี๋หรือสมนึกชื่อสินาด อ้ายนี่ก็ลูกชายโทนเหมือนกัน ส่วนลูกดำรงคือดำรัส โอ๊ย…ลุงอธิบายซะเหนื่อยเลยโว้ย"

"เอายังงี้ดีกว่าวะอ้ายพล" ดร. ดิเรกขัดจังหวะ "เราพาหลานชายไปที่ตึกใหญ่เถอะ เขาจะได้รู้เห็นความจริงของบ้านพัชราภรณ์ หลานยังไม่รีบกลับไม่ใช่เรอะ" ประโยคสุดท้ายลุงหมอหันมาถามผม

"ครับ…ถ้าพวกคุณลุงจะกรุณาให้ผมดูอะไร ผมก็ยินดีครับ"

จากนั้นคุณลุงสี่สหายก็พาผมไปตามถนนอิฐมุ่งสู่ตึกใหญ่ ลุงนิกรกอดคอผมอย่างเป็นกันเองจริงๆ ขณะผ่านโรงรถ ผมก็ต้องจุ๊ปากเหมือนจิ้งจก เพราะตื่นเต้นที่ได้เห็นรถอเมริกันอย่างใกล้ชิดทั้งคาดิลแล็ค โอลส์โมบิล ปอนเตี๊ยก เชพโรเล็ต

"คุณลุงใช้รถพวกนี้ ไม่กินน้ำมันแย่หรือครับ เท่าที่ผมทราบมันซดน้ำมันยังกะยกถังเท"

"รถทุกคันของพวกลุง ไม่ได้ใช้น้ำมันหรอก" อดีตนายจอมทะเล้นว่า "อ้ายหมอมันประดิษฐ์อุปกรณ์ดัดแปลงให้เครื่องใช้น้ำประปาแทนน้ำมัน แถมวิ่งฉิวกว่าเดิมด้วยซ้ำ"

"ว้าว" ผมดัดจริตอุทานแบบวัยรุ่นสมัยนี้ "แบบนี้ก็หมดห่วงเรื่องน้ำมันแพงได้เลยซีครับ แต่ถึงกระนั้น พวกคุณลุงก็ต้องเสียเงินมหาศาลกับการซื้อรถแต่ละคัน"

"หลานหมายความว่าเราต้องสูญเสียเงินตราให้กับต่างชาติใช่มั้ย เลิกคิดได้เลย…รถทั้งหมดนี้เราได้มาฟรี เพราะอ้ายหงวนมันถือหุ้นใหญ่ในบริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกันทุกยี่ห้อ"

ผมกลืนน้ำลายดังเอื๊อก นึกในใจว่ากิมหงวนตัวจริงดูท่าจะร่ำรวยกว่าอาเสี่ยกิมหงวนที่ปู่ผมเขียนหลายเท่า ถึงขนาดมีหุ้นในบริษัทรถอเมริกันทุกยี่ห้อก็ไม่ธรรมดาแล้ว

"ทุกวันนี้คุณลุงกิมหงวนยังฉีกแบงก์เล่นอยู่หรือเปล่าครับ" ผมถามเสียงกระซิบ

แทนที่ลุงนิกรจะตอบ กลับหัวเราะและร้องเรียกเพื่อนรัก

"อ้ายหงวนโว้ย หลานชายเขาอยากรู้ว่าแกยังฉีกแบงก์อยู่หรือเปล่าแน่ะ"

มหาเศรษฐีชะลอฝีเท้าจนเราเดินไปถึง

"ฉีกไม่ไหวหรอกหลานเอ๋ย เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้กำลังตกต่ำ ขืนลุงฉีกแบงก์เป็นงานอดิเรกมีหวังถูกชาวบ้านด่าเละแน่"

พอมาถึงตึกใหญ่ผมก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำอีก เนื่องจากภายในกว้างใหญ่มาก เฉพาะห้องรับแขกเกือบเท่าสนามบาสเก็ตบอล เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พื้นห้องซึ่งเป็นไม้ขัดมันสะอาดเอี่ยมแวววาว แต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจคือ ภาพที่ประดับบนฝาผนังทุกด้าน เป็นภาพญาติผู้ใหญ่ของคณะพรรคสี่สหาย โดยมีชื่อกำกับไว้ว่าเป็นใครบ้าง นับตั้งแต่พระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์กับคุณหญิงวาด - พ่อแม่ลุงพล, พระยาวิจิตรบรรณาการกับภรรยา - พ่อแม่ลุงนิกรและป้านันทาเมียลุงพล, เจ้าสัวกิมเบ๊กับเจ้าสัวกิมไซ - พ่อและลุงของลุงกิมหงวน, พระยานพรัตน์ไมตรีกับภรรยา - พ่อแม่ลุงหมอดิเรก, ลุงเชย - พี่ชายเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ, พระยาปัจจนึกพินาศ - พ่อของป้าประภาเมียลุงหมอดิเรกและป้าประไพเมียลุงนิกร, นางลิ้นจี่กับสามี - พ่อแม่ของป้านวลละออเมียลุงกิมหงวน ทุกภาพใหญ่เกือบเต็มฝาผนัง

ส่วนภาพสุดท้ายไม่ใหญ่มากนัก คือ ป. อินทรปาลิต ถ่ายคู่สี่สหายกับสี่นางและญาติผู้ใหญ่…

"เป็นไงหลานชาย ถึงกับอึ้งกิมกี่เชียวรึ?" ดร. ดิเรกถาม "แทบทุกคนในภาพเคยมีบทบาทในหนังสือสามเกลอมาแล้วทั้งนั้น"

"ครับ…ผมรู้สึกเหมือนตนเองกำลังอยู่ในความฝัน แต่มันคือความจริงที่ไปเล่าให้ใครฟังคงไม่มีใครเชื่อ"

"ก็ไม่ต้องเล่าซี" ลุงกิมหงวนมาจากไหน ไม่ทันสังเกต พูดทะลุกลางปล้องขึ้น "ถ้าหลานพูดเรื่องนี้ คนฟังต้องหาว่าหลานโกหกเขาแน่ๆ เพราะใครๆ ต่างเข้าใจว่าคณะพรรคสี่สหายมีอยู่ในนิยายของคุณ ป. เท่านั้น"

"แล้วนี่คุณป้าทั้งสี่ ไม่อยู่หรือครับ" ผมเปลี่ยนเรื่องโดยหมายถึงสี่นางของสี่สหาย

"ไม่อยู่หรอก" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือป้องปาก "เขาไปเล่นไพ่ผ่องที่บ้านเพื่อนๆ กว่าจะกลับก็ค่ำนั่นแหละ"

สี่สหายวัยชราเป็นมัคคุเทศก์พาผมชมตึกใหญ่อย่างทั่วถึง ลักษณะโดยรวมเหมือนที่ปู่ผมเขียนไว้ในหนังสือ ไม่ว่าห้องรับประทานอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของลุง หมอดิเรก และอีกหลายอย่าง แสดงว่าปู่เคยมาเห็นบ้านพัชราภรณ์จนคุ้นตา จึงใช้ของจริงเป็นฉากในงานเขียนของท่าน

ผมอยู่ที่บ้านพัชราภรณ์จนหกโมงเย็นจึงลากลับ ลุงพลจะให้เจ้าโห้ขับรถไปส่งผมถึงเมืองนนท์ แต่ผมปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ทั้งๆ ที่ความจริงรู้สึกตื่นเต้นไม่หายมากกว่า ที่ได้พบตัวจริงของตัวละครในหัสนิยายอมตะสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน ในที่สุดคุณลุงทั้งสี่จึงชวนผมมาเที่ยวบ้านนี้อีก แต่ผมไม่กล้ารับปากเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสเช่นนี้หรือไม่

นั่งรถประจำทางกลับนนทบุรีในลักษณะเหม่อลอยไปตลอดทาง นึกทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วต้องถามตัวเองว่า เราฝันขณะลืมตาหรืออย่างไร ถ้าท่านผู้อ่านผ่านไปแถวถนนสุขุมวิท บริเวณซอยทองหล่อท่านจะเห็นอาคารสี่สหาย และด้านหลังอาคารนั้นคือบ้านพัชราภรณ์ของสามเกลอที่เคยปรากฏในหนังสือของ ป. อินทรปาลิต

แต่ถ้าไม่พบอะไรเลยก็แสดงว่าความบังเอิญไม่เกิดแก่ท่าน เหมือนที่เกิดกับผมครับ





All contents in this web site are intended for private use and educational purpose only. Our main objectives are to promote SamGler to cyberspace surfers and to memorize Por Intalapalit, one of the greatest writers in Thai fiction history.